• Sun. Sep 20th, 2026

บทเรียนรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ฉุดไทยรั้งท้ายอาเซียน กดเศรษฐกิจไทย 20 ปีโตต่ำ : อินโฟเควสท์

บทเรียนรัฐประหาร-19-กย.49-ฉุดไทยรั้งท้ายอาเซียน-กดเศรษฐกิจไทย-20-ปีโตต่ำ-:-อินโฟเควสท์บทเรียนรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ฉุดไทยรั้งท้ายอาเซียน กดเศรษฐกิจไทย 20 ปีโตต่ำ : อินโฟเควสท์

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และอดีตประธานมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย เปิดเผยว่า รัฐประหาร 19 ก.ย. ผ่านไป 20 ปี กระบวนการสืบทอดอำนาจของเครือข่ายอำมาตย์อนุรักษ์นิยมปรปักษ์ประชาธิปไตยยังคงดำรงอยู่
การจะหยุดยั้งวงจรรัฐประหารและการสืบทอดอำนาจได้ต้องอาศัยความเป็นเอกภาพของขบวนการประชาธิปไตย
การผนึกกำลังกันของฝ่ายเสรีนิยมและฝ่ายก้าวหน้า ร่วมกันสร้างสรรค์ระบอบการเลือกตั้งในทุกระดับให้เป็นที่ศรัทธาของประชาชน สร้างการเมืองโปร่งใส สามารถแก้ปัญหาประชาชนได้ ให้ประชาชนศรัทธาต่อสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนให้ประชาชนศรัทธาต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หยุดวงจร ซื้อเสียง ถอนทุน รัฐบาลที่มีปัญหาการทุจริตการเลือกตั้งต้องได้รับการตรวจสอบจากรัฐสภา และต้องพ้นหน้าที่ไปด้วยกลไกรัฐสภาตามวิถีทางประชาธิปไตยไม่ควรเรียกร้องให้มีการใช้อำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย หรือ กระบวนการนิติรัฐประหาร อีกต่อไป

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ควรนำ คณะรัฐประหารทุกกลุ่มเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และ มีการชำระสะสางประวัติศาสตร์เพื่อให้ประชาชนรับทราบความจริง และบรรจุข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ชำระแล้ว เป็น บทเรียนในระบบการศึกษาที่เป็นทางการ ตอบโต้ “นิติรัฐประหาร” ขององค์กรอิสระ ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน สร้างนิติรัฐนิติธรรมเข้มแข็ง

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ผลของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นำมาสู่วิกฤติความขัดแย้งการเมืองเหลืองแดงที่รุนแรงขึ้นอีก สู่การปรามปรามประชาชนด้วยอาวุธสงครามปี 2553 สู่การรัฐประหารปี 2557 และ การลุกขึ้นต่อต้านระบอบอำนาจนิยมของขบวนการคนรุ่นใหม่หนุ่มสาวปี 2563 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้ประเมินพัฒนาการทางเศรษฐกิจ 20 ปีหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ว่า ค่าเฉลี่ยการเติบโตของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในรอบ 20
ปีผลในมิติการเติบโตของเศรษฐกิจคือไทยเราตามหลังอินโดนีเซีย เวียดนามและฟิลิปปินส์ อยู่หลายเท่า

ในยี่สิบปีมานี้หากค่าเฉลี่ยการเติบโตเศรษฐกิจประเทศอื่นๆอยู่ที่ 3%ค่าเฉลี่ยการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ที่ 2.6% การรัฐประหารมีผลโดยตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากนานาประเทศจะทำการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการค้าแล้ว
การรัฐประหารที่เกิดขึ้นมากกว่าหนึ่งครั้งในระยะเวลาไม่ถึงทศวรรษสะท้อนถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ ลดแรงจูงใจในการที่ต่างชาติเข้ามาลงทุน เมื่อคณะรัฐประหารจัดตั้งรัฐบาลมักมีนโยบายรวมศูนย์การบริหาร ไม่ฟังเสียงประชาชน หนึ่งในผลพวงคือ มีการศึกษาที่ระบุว่าการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ส่วนภาคเหนือ อีสาน
และใต้มีความสำคัญทางเศรษฐกิจน้อยลง ความเจริญกระจุกในเมืองหลวง: สัดส่วน GDP ของกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มจาก 44.5% เป็น 47.2% ขณะที่ภาคอีสาน+เหนือ+ใต้รวมกันลดจาก 29.5% เหลือ 24.5% —ช่องว่างเมืองกับภูมิภาคถ่างกว้างขึ้น

นายอนุสรณ์ ยังกล่าวอีกว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่และประธานคณะก้าวหน้า ยังได้ประเมินถึง ผลของการรัฐประหาร 2 ครั้ง ปี 2549 และ ปี 2557 อีกว่า รัฐราชการขยายตัวใหญ่ขึ้น โดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าเพิ่มการตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างไร ยี่สิบปีที่ผ่านมาองค์การมหาชนเพิ่มจำนวนถึงสี่เท่าตัว หน่วยงานรัฐเพิ่มจาก 161 เป็น 225 หน่วยงาน งบประมาณรายจ่ายประจำที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการเพิ่มขึ้นสามเท่า กดงบลงทุนให้ต่ำมาก

นอกจากนี้ประธานคณะก้าวหน้า ยังได้ ประเมินผลที่มีต่อระบบการศึกษา ว่า การศึกษาผลจากสจากสถิติยี่สิบปี PISA Score ของไทยตกลงมาโดยตลอด มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเพราะการขาดความต่อเนื่องของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเนื่องจากโดนรัฐประหาร ส่งผลให้ไม่มีความต่อเนื่องทางนโยบายการศึกษา อีกประการหนึ่ง การรัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหารมีแนวโน้มดำเนินนโยบายศึกษาเน้นการท่องจำและเชื่อฟัง ไม่ได้เน้นทักษะใหม่ของโลกอนาคต หรือการพัฒนาความคิดเชิงวิพากษ์ก็อาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งทำให้สกอร์ลดลงต่อเนื่อง

นอกจากนี้ นายธนาธร ยังได้ประเมินพัฒนการของกองทัพ ว่า กองทัพใช้งบประมาณไปพัฒนาอย่างผิดจุด ไม่ใช่หน้าที่ของกองทัพยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาเสนอให้กองทัพพัฒนาขีดความสามารถในการรบให้ทันตามยุคสมัยรวมถึงส่งเสริมการผลิตเทคโนโลยีและอาวุธยุทโธปกรณ์ในประเทศ เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐที่จะต้องไปซื้อเอาจากต่างประเทศ และที่สำคัญกองทัพต้องสร้างภาพลักษณ์และความจริงใจในการเป็นเสาหลักในการสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย แต่ยี่สิบปีที่ผ่านมาการกระทำกลับตรงกันข้าม

นอกจากนี้ยัง ประเมินว่า ทรัพย์สินของกองทัพจำนวนมากเป็นภาระงบประมาณกับประเทศ และยังไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจในการป้องกันประเทศหรือรักษาความมั่นคง กองทัพมีสนามกอล์ฟ ปั๊มน้ำมัน สนามมวย โรงแรม ศูนย์ประชุม และอสังหาริมทรัพย์อื่นๆมากมาย ที่อาจจะเกิดประโยชน์มากกว่านี้หากโอนให้กรมธนารักษ์และจัดหาผู้บริหารที่เชี่ยวชาญภาคเอกชนเข้ามาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือมอบให้หน่วยงานอื่นพัฒนาเป็นพื้นที่เพื่อสาธารณะประโยชน์ แก่ประชาชนภาพรวม กองทัพถือครองสนามกอล์ฟ 71 แห่ง, ที่ดินราชพัสดุกว่า 5.8 ล้านไร่ (ราว 45% ของที่ราชพัสดุทั้งประเทศ),คลื่นวิทยุ 196 สถานี, สถานีโทรทัศน์ (ททบ.5) และทีวีดิจิทัล 2 มักซ์, อาคาร/โรงแรม 12 แห่ง, โรงกลั่นน้ำมัน,สโมสรฟุตบอล 6 แห่ง ฯลฯ หลายกิจการขาดทุนและไม่เกี่ยวกับความมั่นคง

นายอนุสรณ์ ขยายความต่อว่า สองทศวรรษที่ผ่านมา ไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมาอย่างต่อเนื่อง มูลนิธิก้าวหน้าได้วิเคราะห์ในมิติการเติบโตทางเศรษฐกิจว่า หากเปรียบเป็นสนามแข่งวิ่ง 20 ปี (ฐานปี 2549 = 100): เวียดนามนำโด่งที่ 300, อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ~250, สิงคโปร์และมาเลเซีย 223, ค่าเฉลี่ยโลก 183 ส่วนไทยรั้งท้ายสุดที่ 162

นายอนุสรณ์ กล่าวช่วงท้ายว่า การที่ประเทศอย่าง เกาหลีใต้ และ อินโดนีเซีย ที่เคยมีประสบการณ์ในการแทรกแซงการเมืองโดยกองทัพมาตลอดสามารถพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง มั่นคง กรณีเกาหลีใต้ หลังการรัฐประหารครั้งสุดท้ายในช่วงทศวรรษ 1980 และการลุกขึ้นสู้ของประชาชนเมืองกวางจู ประกอบกับมีการนำ “คณะผู้เผด็จการ” และ “ประธานาธิบดี”
จากรัฐประหาร เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและมีการตัดสินลงโทษให้เห็นถึงความมีนิติรัฐนิติธรรมของประเทศ การมีระบบสถาบันต่างๆเข้มแข็งเป็นมาตรฐานสากล ทำให้ เกาหลีใต้ สามารถสถาปนา ระบอบประชาธิปไตยได้อย่างเข้มแข็งมั่นคง เกิดความเชื่อมั่นของนักลงทุน ประเทศพุ่งทะยานสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และ การพัฒนาทางเศรษฐกิจทำให้ “เกาหลีใต้” เป็นประเทศรายได้สูง นวัตกรรมสูง เป็นประเทศแถวหน้าของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ แม้นมีภัยคุกคามจากระบอบเผด็จการอำนาจนิยมเกาหลีเหนือ แต่ประเทศก็สามารถยืนหยัดได้อย่างมีเสถียรภาพ ประเทศไทยก็ต้องก้าวเดินไปสู่จุดนั้นได้ด้วยพลังของประชาชน

โดย เสาวลักษณ์ อวยพร

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/651435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HXB6oGcr1yiHVzV8qQMe6