• Mon. Sep 28th, 2026

น้ำท่วมฉุดเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว หุ้นไทยเสี่ยงหลุด 1,600 จุด จับตาศาล รธน.ชี้ขาดคดีบาร์โค้ดวันนี้

น้ำท่วมฉุดเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว-หุ้นไทยเสี่ยงหลุด-1,600-จุด-จับตาศาล-รธน.ชี้ขาดคดีบาร์โค้ดวันนี้น้ำท่วมฉุดเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว หุ้นไทยเสี่ยงหลุด 1,600 จุด จับตาศาล รธน.ชี้ขาดคดีบาร์โค้ดวันนี้

น้ำท่วมกรุงเทพฯ-ปริมณฑลกดดันหุ้นไทย เสี่ยง SET หลุด 1,600 จุด นักลงทุนจับตาศาล รธน.ชี้ขาดคดีบัตรบาร์โค้ดเลือกตั้งวันนี้ ขณะที่โบรกมองผลกระทบยังไม่รุนแรงเท่าปี 54 ชูหุ้นรับผลกระทบจำกัด

  • สถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ และปริมณฑลกลายเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นไทย เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการบริโภค
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนี SET มีโอกาสปรับตัวลง และหากหลุดระดับแนวรับสำคัญที่ 1,600 จุด จะถือเป็นสัญญาณลบเพิ่มเติมทางเทคนิค
  • ตลาดจับตาการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ (28 ก.ย.) กรณีบัตรบาร์โค้ดเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
  • ความกังวลผลกระทบทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น เนื่องจากกรุงเทพฯ มีสัดส่วน GPP ราว 1 ใน 3 ของ GDP ประเทศ หากน้ำท่วมยืดเยื้อจะกระทบการค้าปลีก การเดินทาง และบริการต่างๆ
  • ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทั้ง Bond Yield สหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง ราคาน้ำมันที่ผันผวน และ Fund Flow ต่างชาติที่ขายสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง
  • ข้อมูลในอดีตชี้ว่าเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2526, 2538 และ 2554 ล้วนส่งผลให้ดัชนี SET ปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยง (Risk Premium) ให้กับตลาด

สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล กลายเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามสำหรับตลาดหุ้นไทย เนื่องจากอาจกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการบริโภค ขณะที่ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจาก Bond Yield สหรัฐฯ และราคาน้ำมันที่ผันผวน โดยวันนี้ยังมีประเด็นศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีบัตรบาร์โค้ดเลือกตั้ง ซึ่งอาจมีผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน

นักวิเคราะห์จาก บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด SET มีโอกาสปรับตัวลงจากความกังวลว่าน้ำท่วมจะกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยประเมิน GDP ปีนี้เติบโต 2% ขณะที่ราคาน้ำมันกลับมาปรับขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบกับ Bond Yield สหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับสูง กดดันบรรยากาศการลงทุน

สำหรับปัจจัยในประเทศ ต้องติดตามการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 28 ก.ย. กรณีบัตรบาร์โค้ดเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ขณะที่ทางเทคนิค SET มีแนวโน้มปรับตัวลงและหากหลุดระดับ 1,600 จุดจะเป็นสัญญาณลบเพิ่มเติม โดยกลยุทธ์ยังเน้น Selective Buy โดยมองว่า CENTEL ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจำกัด หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ พร้อมได้แรงหนุนจาก Golden Week ของจีนและเข้าสู่ไฮซีซันการท่องเที่ยว โดยคาดกำไรปกติปี 2569 เติบโต 18% สู่ 2.3 พันล้านบาท ให้เป้าหมายระยะสั้น 44.50 บาท

ด้าน บล.พาย มองน้ำท่วมในกรุงเทพฯ เป็นปัจจัยกดดันตลาด โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและบริโภค แต่ประเมินสถานการณ์ไม่น่ารุนแรงเท่าปี 2554 และคาดว่าจะคลี่คลายได้ในเร็วๆ นี้ จึงยังไม่ถึงขั้นเกิด Panic Sell พร้อมประเมินกรอบ SET ที่ 1,590-1,620 จุด โดยแนะนำหุ้นที่ได้รับผลกระทบจำกัด ได้แก่ โรงพยาบาล BDMS, BCH ค้าปลีก CPALL พลังงาน PTT, PTTEP, PTTGC, TOP และส่งออก ITC, TU

ส่วน บล.บัวหลวง มองผลกระทบจากน้ำท่วมอาจทำให้เกิดการเข้าพักโรงแรมระยะสั้นและการกักตุนสินค้า ขณะที่ระบบขนส่งและ Supply Chain ยังสามารถเติมสินค้าได้ตามปกติ จึงมองบวกต่อหุ้นค้าปลีก เช่น CPALL, BJC, CPAXT รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางและการซ่อมรถ เช่น BEM, MGC และ ASAP ขณะที่ราคาสินค้ากลุ่มหมู เห็ด เป็ด ไก่ อาจปรับตัวสูงขึ้นหลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า Fund Flow ต่างชาติยังเป็นแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทย โดยต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง 4 วันทำการ รวม 8.2 พันล้านบาท ระหว่างวันที่ 22-25 ก.ย. ขณะที่นักลงทุนในประเทศเป็นฝ่ายซื้อหลัก สะท้อนว่าตลาดยังพึ่งพา Domestic Flow และมีความเปราะบางต่อปัจจัยลบใหม่ โดยเฉพาะความเสี่ยงน้ำท่วมในกรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา กรุงเทพฯ เผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องเกือบ 48 ชั่วโมง โดยมีฝนสะสมบางช่วงมากกว่า 300 มิลลิเมตรในช่วง 2-3 วัน ส่งผลให้คลองหลายแห่งเต็มความจุและเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ รวมถึงพื้นที่ที่ปกติไม่ใช่จุดน้ำท่วมประจำ โดยลักษณะฝนที่ตกต่อเนื่องยาวนานทำให้ระบบระบายน้ำไม่มีช่วงพัก เพิ่มความเสี่ยงต่อการเดินทาง การค้า และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

โดย กรุงเทพฯ มีขนาด GPP ราว 1 ใน 3 ของ GDP ประเทศ หากสถานการณ์น้ำท่วมยืดเยื้อ ความเสียหายอาจไม่ได้จำกัดเฉพาะทรัพย์สิน แต่มีโอกาสกระทบกิจกรรมค้าปลีก การเดินทาง ร้านอาหาร บริการ และประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะหากเกิดน้ำท่วมซ้ำในวันทำการหรือระบบขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับน้ำท่วมใหญ่ในปี 2526, 2538 และ 2554 พบว่า SET ถูกกดดันในช่วงที่ความเสี่ยงน้ำท่วมเพิ่มขึ้น โดยปี 2526 ดัชนีลดลงสะสม 9.4% ใน 5 เดือน ปี 2538 ลดลง 14.2% ใน 5 เดือน และปี 2554 ลดลง 19.2% ในเวลาเพียง 2 เดือนก่อนน้ำเข้ากรุงเทพฯ อย่างรุนแรง โดยเอเซีย พลัสมองว่าน้ำท่วมเป็นปัจจัยเพิ่ม Risk Premium ต่อตลาด

สำหรับกลุ่มที่ปรับตัวลงน้อยกว่า SET ซึ่งเฉลี่ยลดลง 14.3% ได้แก่ COMM -4.7%, HELTH -6.5%, ICT -7.1%, FOOD -8.9% และ BANK -9.4% ขณะที่กลุ่มที่ถูกกดดันมาก ได้แก่ TOURISM -21.3%, AGRI -21.9%, ETRON/STEEL -25.6% และ PETRO -27.1%

ด้านกลยุทธ์ แบ่งหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำท่วมตามช่วงเวลาที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ โดย CPALL, CPAXT และ BJC มีโอกาสได้แรงหนุนระยะสั้นจากความต้องการกักตุนอาหาร น้ำดื่ม และของใช้จำเป็น ขณะที่ BDMS และ BCH อาจได้รับประโยชน์ระยะสั้นถึงกลางจากผู้ป่วยและโรคที่มากับน้ำท่วม ส่วนช่วงหลังน้ำลดและเข้าสู่การฟื้นฟู มองว่า HMPRO, GLOBAL, DOHOME, TASCO และ DCC มีโอกาสได้รับประโยชน์จากความต้องการวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ซ่อมแซม และการปรับปรุงที่อยู่อาศัย

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1253851&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eJxoAonzUU1mPrtB4mUBW