น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้ ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาฝนตกแบบไม่หยุด 4 วัน 4 คืน แล้วเรารอให้น้ำลด เพราะทุกครั้งที่ถนนไม่สามารถเป็นเส้นทางที่สัญจรได้ ร้านค้าต้องหยุดกิจการ โรงงาน ออฟฟิศ ทำงานไม่ได้
น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้ ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาฝนตกแบบไม่หยุด 4 วัน 4 คืน แล้วเรารอให้น้ำลด เพราะทุกครั้งที่ถนนไม่สามารถเป็นเส้นทางที่สัญจรได้ ร้านค้าต้องหยุดกิจการ โรงงาน ออฟฟิศ ทำงานไม่ได้
นั่นหมายถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดลงทันที และหากสถานการณ์ลากยาว ความเสียหายก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทรัพย์สินของประชาชน แต่จะขยายไปสู่รายได้ของธุรกิจ การจ้างงาน การขนส่ง และห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจประเทศ ความเสียหายจากน้ำท่วมจึงมีผลกระทบมากกว่าพื้นที่หนึ่งพื้นที่ใด
เมื่อเรารู้ว่าสภาพอากาศมีความแปรปรวนมากขึ้น ประเทศไทยมีระบบพยากรณ์ และเตือนภัยที่บอกได้ล่วงหน้าไหมว่า พื้นที่ใดจะได้รับผลกระทบมากที่สุด และต้องเตรียมรับมืออย่างไร เพราะทุกชั่วโมงที่ประชาชนและภาคธุรกิจมีเวลาเตรียมตัวเพิ่มขึ้น ย่อมหมายถึงโอกาสที่จะลดความเสียหายทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น ประเทศไทยต้องกลับมาทบทวนแล้วว่า เราขาดเครื่องมือและเทคโนโลยีประเมินวิกฤติสภาพอากาศล่วงหน้าจริงหรือ หรือแท้จริงแล้วเรามีข้อมูลและเทคโนโลยีอยู่แต่ยังเชื่อมโยงข้อมูลไม่ดีพอ หรือขาดบุคลากรนำข้อมูลไปสู่การปฏิบัติหน้างาน เพราะต่อให้มีระบบที่ดีเลิศแค่ไหน แต่ไม่สามารถเปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้นเป็นคำเตือนและคำสั่งปฏิบัติได้ทันเวลา เทคโนโลยีก็ไม่สามารถลดต้นทุนความเสียหายให้ประเทศได้
ที่สำคัญ ปัญหา ‘น้ำท่วม’ ต้องถูกยกระดับจากเรื่อง “การระบายน้ำ” ไปสู่เรื่อง “การบริหารความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ” พื้นที่ไหนเป็นจุดเสี่ยงต่อธุรกิจ เป็นเส้นทางขนส่งสำคัญ มีโรงงาน คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจหนาแน่น พื้นที่เหล่านี้ ควรถูกนำมาประกอบกับแผนบริหารน้ำทั้งหมด หลังน้ำลด รัฐจึงไม่ควรกลับไปทำเพียงการลอกท่อ ลอกคลอง หรือเตรียมเครื่องสูบน้ำเพื่อรอฤดูฝนครั้งต่อไป แต่ต้องถอดบทเรียนทั้งระบบ
ประเทศไทยเคยผ่านบทเรียนใหญ่มาแล้วจากมหาอุทกภัยปี 2554 วันนี้โลกกำลังเผชิญสภาพอากาศที่แปรปรวนมากขึ้น และไม่เหมือนเดิมมาแบบกะทันหัน การคิดว่าเป็นเพียง “เหตุการณ์ครั้งคราว” หรือเป็นเพียงแค่ฝนตกตามฤดูกาล อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะความเสี่ยงกำลังกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไป สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำหลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการหาวิธีระบายน้ำให้เร็วขึ้น แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้ประเทศ รู้เร็ว เตือนเร็ว และลงมือเร็ว เพราะทุกชั่วโมงของการเตรียมพร้อม อาจหมายถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ลดลง และความสามารถในการเดินหน้าต่อของประเทศที่เพิ่มขึ้น
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1254004&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RI1RHNavDEp0-4MQVKg_S

