• Tue. Jul 21st, 2026

นายกฯ หักหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ สั่งลดเกณฑ์ ‘บัตรคนจน’ รักษาฐานเสียง

นายกฯ-หักหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ-สั่งลดเกณฑ์-‘บัตรคนจน’-รักษาฐานเสียงนายกฯ หักหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ สั่งลดเกณฑ์ ‘บัตรคนจน’ รักษาฐานเสียง

2 ครั้งแล้วที่โครงการของ รัฐบาลภูมิใจไทย เริ่มต้นด้วยกระแสวิพากษ์วิจารณ์ คัดค้าน หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่ “ครม.อนุทิน 2” กำหนด ทั้ง 2 ครั้ง ล้วนแล้วแต่เป็นสวัสดิการในเชิง “แจก” ทั้งสิ้น 

ครั้งแรกคือ “คนละครึ่ง”เวอร์ชั่น “พรรคภูมิใจไทย” ภายใต้หัวหน้าทีมเศรษฐกิจอย่าง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ที่ปรับจาก 50 : 50 มาเป็น 60 : 40 ในชื่อ “ไทยช่วยไทย พลัส

โครงการดังกล่าว ประชาชนจะได้รับวงเงินสูงสุด 1,000 บาท/คน/เดือน ภาครัฐอุดหนุนให้ 60% โดยรัฐจะจ่ายไม่เกิน 200 บาท/คน/วัน ส่วนประชาชนต้องจ่ายด้วยเงินสด และการโอนเองอีก 40% ระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569

รัฐบาลมั่นใจว่า นี่คือ โครงการขวัญใจมหาชน ที่ได้รับผลสำเร็จอย่างล้นหลามเมื่อคราว “รัฐบาลลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อนำมาปรับใหม่เป็น “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งเพิ่มวงเงินช่วยเหลือมากกว่าเดิม จะได้รับความนิยมไม่น้อยหน้าต้นตำรับ

โครงการนี้กระแสคัดค้านไม่มาก แต่ร้านค้าเล็กๆ หลายร้านตัดสินใจไม่เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพราะระแวงว่า รัฐจะเก็บข้อมูลเพื่อนำไปเก็บภาษีย้อนหลัง แม้รัฐบาลจะยืนยันหลายครั้งก็ตามว่า จะไม่เก็บย้อนหลัง หากรายได้ไม่ถึง

กระทั่งมาถึงโครงการ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือที่ชาวบ้านคนรากหญ้าเรียกว่า “บัตรคนจน” ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่ได้ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพราะรอบนี้ “เอกนิติ” สั่งเช็กคุณสมบัติเข้ม เพื่อต้องการนำงบประมาณไปช่วยเหลือคนจนจริงๆ และนั่นนำมาซึ่ง พ่อแม่จำนวนหนึ่งต้องถูก “ตัดสิทธิ”

โดยเฉพาะการกำหนดเกณฑ์ตัดสิทธิพ่อแม่ ที่ลูกนำชื่อไปใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีประจำปี กรณีพ่อแม่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม ลงลึกไปถึงสถาบันครอบครัวว่า เป็นเพราะลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี ทำให้พ่อแม่ต้องถูกตัดสิทธิในโครงการดังกล่าว

จากประเด็นเศรษฐกิจ กลายเป็นเรื่องสังคมและครอบครัว มีการถกเถียงกันอย่างหนักว่า ลูกบางคนที่นำไปลดหย่อนภาษี ไม่ได้ดูแลพ่อแม่จริง ถือว่าหลักเกณฑ์นี้ “ไม่ยุติธรรม”

ในตอนแรก “เอกนิติ” ยืนยันว่า จะไม่ทบทวน โดยระบุว่า จุดประสงค์ต้องการดูแลประชาชนที่เดือดร้อน ที่ไม่มีใครดูแล และไม่มีสิทธิใดๆ เนื่องจากมีข้อร้องเรียนมากมายว่า คนที่ถือสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปัจจุบัน 13.2 ล้านคน มีทั้งคนที่เดือดร้อนจริง และคนที่ไม่ได้เดือดร้อน

แต่เหมือนยิ่งชี้แจง กระแสคัดค้านยิ่งขยายเป็นวงกว้าง ในที่สุด นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ทนแรงเสียดทานไม่ไหว ต้องสั่งให้ “เอกนิติ-กระทรวงการคลัง” ทบทวนหลักเกณฑ์ และเงื่อนไข “บัตรคนจน” โดยเฉพาะกรณีที่ลูกนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอุปการะเลี้ยงดูพ่อแม่ เพื่อคืนสิทธิให้แก่ผู้ที่ตกหล่น

ขณะที่ล่าสุด หลักเกณฑ์ และเงื่อนไข “บัตรคนจน ปี 2569” ต้องเจอปัญหาอีก โดยเฉพาะการขั้นตอน “การตรวจสอบสิทธิ” ที่หลายคนถูกตัดออก เพราะมีชื่อครอบครองรถ ได้แก่ 1.มีรถจักรยานยนต์ความจุไม่เกิน 300 ซีซี 2.รถสามล้อ 3.มีรถยนต์ 4 ล้อเล็กรับจ้าง และ 4.รถใช้งานเพื่อการเกษตร มีได้ไม่เกินคนละ 1 คัน

4 ข้อนี้ คือ ปัญหาที่เกิดขึ้น และทำให้คนถูกตัดสิทธิจำนวนมาก เพราะไม่ได้สะท้อน “ความเป็นจริง” อย่างกรณีมีชื่อครอบครองรถยนต์ แต่เป็นรถยนต์ หรือมอเตอร์ไซค์เก่า จอดเสีย ไม่ได้ใช้งานมานาน รถสิ้นสภาพไปแล้ว ถูกตัดสิทธิทั้งที่รัฐไม่ได้ลงมาตรวจสอบว่ามันยังใช้การได้อยู่หรือไม่

โดยมีประชาชนที่ถูกตัดสิทธิจำนวนมาก ออกมาโวยวาย และยื่นอุทธรณ์ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ยอดทะลุหลักล้าน 

นอกจากนี้ ยังมีการคัดค้านกรณีตัดสิทธิเกษตรกรที่มีสินเชื่อเพื่อการเกษตรรวมกัน 100,000 บาท ซึ่งถูกมองว่า สวนทางกับความเป็นจริง เพราะคนที่มีหนี้เยอะ ยิ่งสมควรจะต้องได้รับการช่วยเหลือ

ที่สุด“อนุทิน” ต้องสั่งการให้ “เอกนิติ-กระทรวงการคลัง” ทบทวนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าวอีกครั้ง โดยให้คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ที่มี “เอกนิติ” เป็นประธานโดยตำแหน่ง ไปทำมาใหม่

จะเห็นว่า เฉพาะเรื่อง “บัตรคนจน” อย่างเดียว “อนุทิน” ต้องถอยถึง 2 ครั้ง 2 ครา ทั้งที่ “เอกนิติ” และคณะกรรมการ พิจารณากันมาหลายรอบ

การที่ “อนุทิน” หักกระทรวงการคลังในฐานะเจ้าภาพ เพราะไม่ได้มองในมิติของการเงิน หากแต่มองในมิติของการเมือง

พรรคภูมิใจไทย” พยายามที่จะหาคะแนนเสียงจากคนกลุ่มนี้ ผ่านโครงการช่วยเหลือเหล่านี้ แต่เมื่อเกณฑ์ไม่สามารถทำให้คนสมหวังได้ และมีเสียงก่นด่าจำนวนมาก

สุดท้ายจึงต้องยอม “รักษาคะแนน” และยอมแก้ปัญหาแบบที่ใครต่อใครค่อนแคะว่า “ขับเคลื่อนด้วยการด่า”

พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1244022&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XoRzomIdoaT2NzAM_3qiz