“เอกนิติ” เผยผลหารือ “เอกชนพูด รัฐบาลฟัง” ชี้วิกฤตพลังงานโลกโอกาสทองไทย ดึงฐานผลิตเข้าประเทศ พร้อมรับลูกข้อเสนอ 6 ด้านเอกชน ดันกลไก กรอ. หนุนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน-พลังงานสะอาด-AI ดันไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ หัวใจอาเซียน
เมื่อเวลา 21.30 น. วันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและตัวแทนผู้บริหารภาคเอกชนในกิจกรรม “เอกชนพูด รัฐบาลฟัง” ว่าภาคเอกชนมองเห็นตรงกันว่าวิกฤตพลังงานโลกในปัจจุบันถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนและไทย ซึ่งไทยจะต้องเร่งคว้าโอกาสนี้ผ่านการดำเนินนโยบายเชิงรุก โดยรัฐบาลได้รับข้อเสนอของ เอกชน 6 ประเด็นได้แก่
1.เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน-พลังงานสะอาด ในเรื่องนี้ถือเป็นข้อเสนอหลักจากภาคเอกชนที่เน้นไปที่การเร่งลงทุนในทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับภาคการเกษตรและวิกฤตเอลนีโญในช่วงปลายปี รวมถึงการเร่งลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ และการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid Modernization) เพื่อตอบโจทย์วิถีพลังงานโลกสมัยใหม่
2.การลงทุนใน “คน” โดยใช้เทคโนโลยี AI และดิจิทัลมาช่วยเพิ่มทักษะ (Up-skill) แรงงานไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
3.การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่และศูนย์กลางการเงิน โดยภาคเอกชนมีข้อเสนอว่าในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) รัฐบาลมุ่งเป้าไปที่จุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) อุตสาหกรรมดิจิทัล และเกษตรสมัยใหม่, โดยมีแผนต่อยอดจากฐาน Data Center ไปสู่ Cloud Service และการผลิต Semiconductor ซึ่งเป็นหัวใจของ AI ขณะที่ภาคธนาคารเสนอให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค (Regional Hub) ผ่านการสนับสนุนให้ธุรกิจไทยเข้มแข็งและมีการควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยใช้โอกาสจากวิกฤตในตะวันออกกลาง
4.การปลดล็อกและแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆ โดยภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลเร่งรัดการขอใบอนุญาตที่ล่าช้า โดยเฉพาะการบริหารจัดการที่ดินสาธารณะที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว, ทั้งนี้ ภาคเอกชนได้ชื่นชมโครงการ BOI Fast Pass ว่าเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่ช่วยให้การลงทุนขับเคลื่อนได้รวดเร็วขึ้นจริงตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา และทำให้เกิดการลงทุนจริงกว่า 2 แสนล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา
5.เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยเร็ว
และ 6.เป็นข้อเสนอในเรื่องการดูแลเรื่องของปัญหาเงินเฟ้อ ที่มีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการดูแลผู้ประกอบการ SMEs จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนในระยะต่อไปนายกรัฐมนตรีมีแนวคิดให้ขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน 3 สถาบัน (กรอ.) เพื่อนำข้อเสนอทั้งหมดมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม โดยหากเป็นโครงการที่ต้องใช้งบประมาณต้องเน้นรูปแบบการร่วมลงทุน (PPP) ที่เอกชนเป็นตัวนำและรัฐเป็นผู้สนับสนุน ควบคู่กับการใช้ยุทธศาสตร์ 4T ผ่านยุทธศาสตร์ 4T ประกอบด้วย 1.Target มุ่งเป้าหมายให้ชัดเจน 2.Transition การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
3.Transform การปฏิรูปทักษะทรัพยากรมนุษย์ และ 4.Together การทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน
นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ละเลยปัญหาเร่งด่วน โดยเฉพาะเรื่องเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชนระดับฐานราก รวมถึงผู้ประกอบการ SME พร้อมทั้งรับข้อเสนอจากสภาอุตสาหกรรมฯ ในการพัฒนาท่าเรือระนองและเส้นทางรถไฟที่ขาดหาย (Missing Link) ระหว่างชุมพรและระนอง เพื่อยกระดับไทยให้เป็นจุดแข็งสำคัญของอาเซียนอย่างยั่งยืน

