ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทำลายสถิติความร้อนทั่วภูมิภาคยุโรป เมดิเตอร์เรเนียน และตะวันออกกลาง ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วนทางเศรษฐกิจสำหรับทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และนักลงทุนทั่วโลก สำหรับประเทศตุรกี การได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 31 (COP31) ณ เมืองอันทาเลีย ในเดือนพฤศจิกายน นับเป็นวาระสำคัญในการแสดงเจตจำนงที่จะก้าวข้ามการให้พันธสัญญาบนหน้ากระดาษ ไปสู่การลงมือปฏิบัติจริงในโลกแห่งความเป็นจริง โดยมุ่งเน้นการแปลงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศให้กลายเป็นโครงการที่วัดผลได้ สร้างโอกาสทางการลงทุน และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
ในมุมมองของผู้กำหนดนโยบาย ตุรกีมองว่า COP31 เป็นมากกว่าหมุดหมายทางการทูต แต่นี่คือเวทีสำคัญในการ นำเสนอความทะเยอทะยานด้านพลังงานหมุนเวียน กฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศ และข้อคิดริเริ่มด้านเศรษฐกิจ หมุนเวียน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนระหว่างประเทศว่า ตุรกีมีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางการลงทุนสีเขียวชั้นนำในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม เหล่าผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนต่างมองว่า ดัชนีชี้วัดความสำเร็จของ COP31 จะไม่ได้อยู่ที่คำประกาศหรือแถลงการณ์ในงานประชุม แต่อยู่ที่ความสามารถในการปลดล็อกแหล่งเงินทุนระยะยาว และการทำให้การเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศเริ่มทำงานและเกิดประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและชุมชนได้อย่างแท้จริง การเชื่อมโยงความทะเยอทะยานของภาครัฐเข้ากับโครงการที่ธนาคารและนักลงทุนสามารถอนุมัติเงินทุนได้จริง จึงเป็นโจทย์หลักที่ต้องได้รับการแก้ไข
เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว ตุรกีได้เริ่มดำเนินการเชิงรุกผ่านการเปิดเวทีหารือระดับสูงร่วมกับตัวแทนจากสถาบันการเงินและองค์กรชั้นนำระดับโลก อาทิ BlackRock, Goldman Sachs, World Bank, BBVA, Shell และผู้ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจในประเทศ โดยนำเสนอแผนการขยายกำลังการผลิตพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์จากประมาณ 42 กิกะวัตต์ ให้บรรลุ 120 กิกะวัตต์ภายในปี 2035 ซึ่งต้องใช้วงเงินลงทุนรวมกว่าหนึ่งแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แผนการนี้จำเป็นต้องมีการเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ปีละ 7.5 ถึง 8 กิกะวัตต์ ผ่านการจัดประมูลโครงการขนาดใหญ่ของรัฐและการเร่งรัดกระบวนการอนุมัติโครงการให้เหลือต่ำกว่าสองปี ซึ่งความเร่งด่วนนี้มีความชอบธรรมอย่างยิ่ง เนื่องจากโครงสร้างพลังงานปัจจุบันของตุรกียังคงพึ่งพาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูง ในขณะที่ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การเร่งผลิตพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศและการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ระบบโครงข่ายไฟฟ้า จึงเป็นเสาหลักสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพานำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ
แม้ศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนของตุรกีจะเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่นักลงทุนยังคงให้ความสำคัญกับปัจจัยทางปฏิบัติ เช่น ความแน่นอนด้านกฎระเบียบ กรอบเวลาในการขออนุญาต ความจุของระบบส่งไฟฟ้า การกำหนดราคาคาร์บอน และเสถียรภาพทางนโยบายที่ยาวนานพอสำหรับการลงทุนระยะยาวสองทศวรรษ รัฐบาลตุรกีจึงได้ผ่านร่างและบังคับใช้กฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศฉบับแรกของประเทศ เพื่อเปิดทางกรอบทางกฎหมายสำหรับการตั้งตลาดคาร์บอนและการค้าสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดรับกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเป็นศูนย์ ซึ่งทางธนาคารโลกประมาณการว่า เส้นทางสู่อนุรักษ์สภาพภูมิอากาศของตุรกีจำเป็นต้องใช้วงเงินลงทุนเพิ่มเติมอีกหลายแสนล้านดอลลาร์ โดยครึ่งหนึ่งคาดว่าจะมาจากภาคเอกชน แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อนโยบายถูกเปลี่ยนเป็นโครงการที่ลดความเสี่ยง มีสัญญาผูกพันชัดเจน และสามารถติดตามผลได้
ความจำเป็นในการปรับตัวของตุรกียังได้รับแรงกดดันจากผลกระทบทางเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริง สภาพอากาศที่ผันผวนอย่างรุนแรง ปริมาณฝนที่ลดลงต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ และคลื่นความร้อนสถิติใหม่ กำลังคุกคามภาคเกษตรกรรมและภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นสองเสาหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ อุณหภูมิที่สูงขึ้นและการขาดแคลนน้ำส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและเพิ่มความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวบริเวณชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน ด้วยเหตุนี้ ความยืดหยุ่นและการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการวิเคราะห์ทางการเงินและการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ในระยะยาว ไม่ใช่เพียงเรื่องของการทำรายงานส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรอีกต่อไป
นอกจากนี้ ตลาดการค้าต่างประเทศยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหภาพยุโรปซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของตุรกี การนำมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) มาใช้บังคับ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกในกลุ่มอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ อะลูมิเนียม และเคมีภัณฑ์ สินค้าที่มีปริมาณการปล่อยคาร์บอนสูงจะเผชิญกับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้ผลิตที่สามารถลดการปล่อยมลพิษได้จะได้เปรียบในการแข่งขัน การลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมจึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญในการปกป้องการเข้าถึงตลาดและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
อีกหนึ่งมิติที่ตุรกีมุ่งเน้นคือการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมีนวัตกรรมระดับชาติอย่างโครงการขยะเหลือศูนย์ (Zero Waste) และระบบจัดการการฝากคืนภาชนะบรรจุเครื่องดื่ม (Deposit Management System) ที่ช่วยยกระดับอัตราการรีไซเคิลของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ และตั้งเป้าหมายการรีไซเคิลให้สูงขึ้นในอนาคต ความท้าทายขั้นต่อไปคือการแปลงแรงขับเคลื่อนทางสังคมเหล่านี้ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่น่าลงทุน ผ่านการพัฒนาระบบแยกเก็บขยะ การใช้นวัตกรรมดิจิทัลในการติดตามวัสดุ และการสร้างแบบจำลองรายได้ที่มั่นคง เพื่อเปิดโอกาสให้ทุนภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งยุทธศาสตร์นี้มีศักยภาพในการสร้างรายได้ ประหยัดการนำเข้า และลดต้นทุนการจัดการขยะได้อย่างมหาศาล
ในเวทีระดับภูมิภาค ตุรกีตั้งเป้าที่จะพัฒนาตนเองให้เป็นศูนย์กลางการผลิตและการลงทุนด้านพลังงานสะอาด โดยมุ่งเน้นการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศสำหรับเทคโนโลยีสำคัญ เช่น แบตเตอรี่ อุปกรณ์โครงข่ายไฟฟ้า และส่วนประกอบพลังงานหมุนเวียน แม้จะต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศอำนาจทางเศรษฐกิจอื่น ๆ แต่ด้วยฐานอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง ความพร้อมของตลาดในประเทศ และทำเลที่ตั้งที่เชื่อมต่อกับยุโรป ตุรกีจึงมีศักยภาพสูงที่จะประสบความสำเร็จหากสามารถจับคู่จุดแข็งเหล่านี้เข้ากับกฎระเบียบที่โปร่งใสและสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เอื้ออำนวย
ท้ายที่สุด บทสรุปของ COP31 ณ เมืองอันทาเลีย จะไม่ได้วัดจากความสำเร็จของงานเจรจาในระยะเวลาสองสัปดาห์ แต่จะตัดสินหลังจากผู้แทนจากประเทศต่างๆ เดินทางกลับไปแล้ว ว่าจะมีโครงการพลังงานหมุนเวียนที่ได้รับการอนุมัติทางการเงินมากน้อยเพียงใด มีทุนภาคเอกชนถูกระดมมาใช้มากแค่ไหน และชุมชนต่างๆ ได้รับการเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อภัยภูมิอากาศอย่างแท้จริงหรือไม่ หากตุรกีสามารถเชื่อมโยงกฎเกณฑ์ที่น่าเชื่อถือเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานที่น่าลงทุนได้ COP31 จะไม่ใช่เพียงหมุดหมายทางการทูตชั่วคราว แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้มีความยืดหยุ่น ยั่งยืน และมีศักยภาพในการแข่งขันระดับโลกอย่างแท้จริง
ข้อคิดเห็นจากสำนักงานฯ
ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันไม่ใช่เพียงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไปแล้ว ในทางกลับกัน มันได้กลายเป็นปัญหาและเป็นวาระสำคัญทางด้านเศรษฐกิจและการค้าอีกด้วย ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ภูมิอากาศ ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อ ภาคการเกษตร การท่องเที่ยว หรือแม้แต่เสถียรภาพทางการเงินและการลงทุนในภาคธุรกิจต่างๆ ตุรกีจึงหวังจะใช้เวทีการประชุม COP31 จะมาถึงนี้ ในการผลักดันนโยบายพลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้น โดยมองว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถดำเนินการเพียงฝ่ายเดียวได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างมากทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงสถาบันการเงินระดับโลก เพื่อสร้างความร่วมมือและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ตุรกีจึงหวังในเวทีการประชุมนี้เป็นเวทีที่สร้างการปฏิบัติจริงมากกว่าแค่การแสดงความร่วมมือร่วมกันเท่านั้น
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/so31a47o7dbfl1nz5vpx8aus&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cNB9qalTlWPeFVhXGqWca

