ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (21 ก.ค.69) นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดทุนไทยเผชิญความผันผวนจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ แต่ประเทศไทยยังคงมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกระแสเงินลงทุน (Fund Flow) ที่ยังไหลเข้าสู่ตลาดทุนไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดทุนอาเซียนที่มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิอยู่ในระดับโดดเด่น

อย่างไรก็ตาม ความผันผวนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ “ซัพพลายเชน” (Supply Chain) ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะภาคการผลิตเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุน โดยเฉพาะระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบซื้อขายหลักทรัพย์และอนุพันธ์

นายอัสสเดช กล่าวว่า จากประสบการณ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วงที่ผ่านมา พบว่าต้นทุนการจัดซื้ออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 2 เท่า เมื่อเทียบกับงบประมาณและระดับราคาในอดีต สะท้อนว่าความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานสามารถส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน แม้แต่ธุรกิจตลาดทุน

“ในอดีตเรามองซัพพลายเชนว่า ใครซื้อได้ถูกที่สุด ส่งได้เร็วที่สุด หรือมีคุณภาพดีที่สุดก็ได้เปรียบ แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว ความสามารถในการรับมือความผันผวนและการปรับตัวได้รวดเร็ว คือความได้เปรียบในการแข่งขันที่แท้จริง” นายอัสสเดช กล่าว

นายอัสสเดช กล่าวว่า บริษัทที่สามารถสร้างซัพพลายเชนให้มีความยืดหยุ่น (Resilient Supply Chain) จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดยุโรป สหรัฐฯ และเอเชีย เนื่องจากสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีเป้าหมายผลักดันให้บริษัทจดทะเบียน ซึ่งถือเป็น “พี่ใหญ่” ของภาคธุรกิจ เข้ามามีบทบาทในการยกระดับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานของตนเอง ให้มีความพร้อมและแข็งแกร่งไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ การแข่งขันทางธุรกิจในอนาคตจะเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูลสิ่งแวดล้อม อาทิ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions) และข้อมูลด้านคาร์บอน ซึ่งจะกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของการค้าโลก

นายอัสสเดช กล่าวว่า หากบริษัทจดทะเบียนไม่สามารถช่วยพัฒนาศักยภาพของคู่ค้าและผู้ประกอบการในซัพพลายเชน อาจส่งผลต่อความสามารถในการจัดทำรายงานข้อมูล ความน่าเชื่อถือ และขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศ (Ecosystem) เพื่อสนับสนุนบริษัทจดทะเบียน ทั้งด้านการรวบรวมข้อมูลคาร์บอน การเชื่อมโยงข้อมูล การพัฒนานวัตกรรม และการยกระดับมาตรฐานข้อมูลให้สามารถเข้าถึงได้สะดวก รวดเร็ว และเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเสริมศักยภาพตลาดทุนไทยและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว