• Sat. Aug 22nd, 2026

ดาลิโอเตือน ‘วงจรหนี้’ สหรัฐ เสี่ยง ‘หัวใจวายทางเศรษฐกิจ’

ดาลิโอเตือน-‘วงจรหนี้’-สหรัฐ-เสี่ยง-‘หัวใจวายทางเศรษฐกิจ’ดาลิโอเตือน ‘วงจรหนี้’ สหรัฐ เสี่ยง ‘หัวใจวายทางเศรษฐกิจ’

เรย์ ดาลิโอ เตือนสหรัฐกำลังเข้าใกล้ ‘จุดเปลี่ยน’ ของวงจรหนี้ครั้งใหญ่ หลังรัฐบาลขาดดุลมหาศาล หนี้พุ่ง และภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ชี้หากไม่เร่งแก้ วิกฤติหนี้อาจเกิดขึ้นในอีก ‘3 ปี บวกลบ 2 ปี’ และเสี่ยงลุกลามเป็น ‘หัวใจวายทางเศรษฐกิจ’ ได้ในที่สุด

สหรัฐกำลังเข้าใกล้ “จุดเปลี่ยน” ของปัญหาหนี้ครั้งใหญ่ เมื่อรัฐบาลต้องกู้เงินมหาศาลเพื่ออุดขาดดุลงบประมาณ ขณะที่ความต้องการซื้อพันธบัตรเริ่มอ่อนแรง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว ปรับตัวสูงขึ้น

“เรย์ ดาลิโอ” ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates บริษัทจัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ใหญ่ที่สุดในโลก มองว่า สัญญาณที่เกิดขึ้นกำลังสอดคล้องกับสิ่งที่เขาเรียกว่า “Big Debt Cycle” หรือ “วงจรหนี้ครั้งใหญ่” ซึ่งในอดีตเคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในหลายประเทศและสามารถนำไปสู่ “วิกฤติการเงิน” ได้

ดาลิโออธิบายว่า ปัญหาหนี้ของรัฐบาลไม่ต่างจากคนหรือบริษัทที่กู้เงินมากเกินไป เพียงแต่รัฐบาลมีเครื่องมือเพิ่มอีกสองอย่าง คือ ดึงเงินจากประชาชนด้วยการขึ้นภาษี และการให้ธนาคารกลางพิมพ์เงินขึ้นมาใหม่

หากเงินที่กู้มา ถูกใช้เพื่อสร้างผลิตภาพและรายได้มากพอที่จะชำระหนี้และดอกเบี้ย ระบบก็ยังเดินหน้าต่อได้ แต่ “หากหนี้เพิ่มเร็วกว่ารายได้” ภาระดอกเบี้ยจะค่อยๆ เบียดบังงบประมาณด้านอื่น จนท้ายที่สุดเจ้าหนี้อาจไม่ต้องการซื้อหรือถือพันธบัตรเพิ่มอีก

เมื่อถึงจุดนั้น รัฐบาลจะเผชิญทางเลือกที่เจ็บปวด ไม่ว่าจะปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยพุ่งขึ้นเพื่อดึงดูดผู้ซื้อพันธบัตร ซึ่งอาจกดดันเศรษฐกิจและตลาดการเงิน หรือให้ธนาคารกลางพิมพ์เงินเข้าซื้อพันธบัตร ซึ่งช่วยกดดอกเบี้ยลง แต่แลกมากับความเสี่ยงที่ค่าเงินจะอ่อนและเงินเฟ้อสูงขึ้น

ดาลิโอจึงเสนอให้จับตา “3 สัญญาณสำคัญ” ได้แก่ ภาระชำระหนี้เมื่อเทียบกับรายได้รัฐบาล ปริมาณพันธบัตรที่ต้องขายเมื่อเทียบกับความต้องการซื้อ และปริมาณเงินที่ธนาคารกลางต้องสร้างขึ้นเพื่อเข้าซื้อพันธบัตร เมื่อความต้องการจากตลาดไม่เพียงพอ

สหรัฐใช้เงินเกินตัว 2 ล้านล้านดอลลาร์

ตัวเลขที่ดาลิโอยกมาสะท้อนขนาดของความท้าทายอย่างชัดเจน รัฐบาลสหรัฐมีรายได้ประมาณ 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี แต่มีรายจ่ายประมาณ 7.5 ล้านล้านดอลลาร์ เท่ากับขาดดุลงบประมาณราว 2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือใช้เงินมากกว่ารายได้ประมาณ 40%

ขณะเดียวกัน หนี้รัฐบาลกลางที่ไม่นับหนี้ระหว่างหน่วยงานรัฐบาล อยู่ที่ประมาณ 32 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 6 เท่าของรายได้ต่อปี (หากรวมหนี้ที่หน่วยงานของรัฐบาลถือครองระหว่างกันด้วยแล้ว หนี้ทั้งหมดจะอยู่ที่ราว 40 ล้านล้านดอลลาร์) 

ขณะที่ภาระดอกเบี้ยจากหนี้เพียงอย่างเดียว อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 20% ของรายได้รัฐบาล

แต่เงิน 1 ล้านล้านดอลลาร์นี้ยังไม่ใช่เงินทั้งหมดที่สหรัฐต้องจ่ายให้เจ้าหนี้ เพราะนอกจากดอกเบี้ยแล้ว สหรัฐยังต้องชำระคืนเงินต้นของหนี้ที่ครบกำหนดอีกประมาณ 10 ล้านล้านดอลลาร์ โดยหวังว่าเจ้าหนี้จะยอมปล่อยกู้ต่อ หรือนำเงินดังกล่าวกลับมาให้กู้อีกครั้ง

ดังนั้น ภาระชำระหนี้ทั้งหมด ซึ่งหมายถึงเงินต้นและดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเพื่อไม่ให้ผิดนัดชำระหนี้ (รัฐบาลใช้การออกพันธบัตรใหม่มาหมุนจ่าย แทนการใช้เงินภาษีมาควักจ่ายเงินต้นก้อนโตทีเดียว) จะอยู่ที่ประมาณ “11 ล้านล้านดอลลาร์” หรือคิดเป็นประมาณ “200% ของรายได้ที่ไหลเข้ามา” นี่คือสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการหมุนเงินในแต่ละครั้งสูงขึ้น

หากแนวโน้มนี้ไม่เปลี่ยน ดาลิโอระบุว่า นักวิเคราะห์อิสระส่วนใหญ่ประเมินว่า ภายในอีก 10 ปีข้างหน้า หนี้สหรัฐอาจเพิ่มขึ้นเป็น 55-60 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 7 เท่าของรายได้ จากการต้องกู้เพิ่มอีกประมาณ 25-30 ล้านล้านดอลลาร์

ยิ่งหนี้เพิ่ม ภาระดอกเบี้ยก็ยิ่งกินพื้นที่งบประมาณ และรัฐบาลจำเป็นต้องออกพันธบัตรมากขึ้น กลายเป็นวงจรที่ทำให้ระบบพึ่งพาความต้องการซื้อหนี้จากนักลงทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ

สัญญาณอันตรายเริ่มปรากฏ

สิ่งที่ทำให้ดาลิโอกังวลเป็นพิเศษ คือสัญญาณบางอย่างที่มักเกิดขึ้นในช่วงท้ายของวงจรหนี้กำลังเริ่มปรากฏ ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่สูงขึ้น ค่าเงินที่อ่อนลงเมื่อเทียบกับทองคำ และรัฐบาลหันไปพึ่งพาการออกหนี้ระยะสั้นมากขึ้น เมื่อความต้องการถือพันธบัตรระยะยาวลดลง

หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น ในอดีตบางประเทศถึงขั้นต้องใช้มาตรการควบคุมเงินทุน หรือกดดันเจ้าหนี้ไม่ให้ขายพันธบัตร

ดาลิโอยังชี้ไปยัง “ญี่ปุ่น” เป็นตัวอย่างของประเทศที่สามารถแบกหนี้สูงได้นาน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีต้นทุน เพราะธนาคารกลางญี่ปุ่นต้องสร้างเงินจำนวนมากเพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาล และกดอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ ส่งผลต่อมูลค่าของเงินและผลตอบแทนที่แท้จริงของผู้ถือสินทรัพย์ญี่ปุ่น

ทางออก ‘3%’ ของดาลิโอ

ดาลิโอเสนอสิ่งที่เรียกว่า “ทางออก 3% แบบ 3 ส่วน” โดยตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐให้เหลือประมาณ “3% ของจีดีพี” ผ่าน 3 มาตรการพร้อมกัน ได้แก่ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้จากภาษี และทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ

เขาประเมินว่า หากลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ภาษีอย่างละประมาณ 5% เมื่อเทียบกับแผนปัจจุบัน พร้อมกับดอกเบี้ยลดลงราว 1-1.5 จุดเปอร์เซ็นต์ จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยในระยะยาว ประมาณ 1-2% ของจีดีพีในช่วงทศวรรษหน้า และลดความเสี่ยงที่การแก้ปัญหาจะต้องเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในอนาคต

สิ่งสำคัญคือ “ต้องลงมือในขณะที่เศรษฐกิจยังแข็งแรง” เพราะหากรอจนเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย ความต้องการกู้เงินของรัฐบาลจะยิ่งเพิ่มขึ้น และพื้นที่ในการแก้ปัญหาจะยิ่งน้อยลง

สำหรับคำถามว่าวิกฤตหนี้สหรัฐจะเกิดขึ้นเมื่อใด ดาลิโอยอมรับว่า ไม่มีใครสามารถระบุเวลาได้อย่างแม่นยำ เพราะขึ้นอยู่กับทั้งนโยบาย เศรษฐกิจ การเมือง และเหตุการณ์ภายนอก เช่น สงคราม

อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐยังเดินอยู่บนเส้นทางปัจจุบันโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง เขาคาดการณ์แบบคร่าวๆ ว่า วิกฤติอาจเกิดขึ้นใน “อีกประมาณ 3 ปี บวกลบ 2 ปี” แต่หากรัฐบาลสามารถลดการขาดดุลจากระดับประมาณ 7% ของ GDP ลงมาใกล้ 3% ได้ ความเสี่ยงก็จะลดลงอย่างมาก

คำเตือนของดาลิโอจึงไม่ได้หมายความว่า “สหรัฐกำลังจะล้มละลายทันที” แต่เป็นการเตือนว่า เมื่อหนี้ ดอกเบี้ย และการกู้ใหม่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการหารายได้ ระบบจะเปราะบางขึ้นเรื่อย ๆ

และเมื่อวันหนึ่งตลาดไม่ต้องการรับซื้อหนี้เพิ่มในราคาที่รัฐบาลต้องการ ทางเลือกจะเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ ระหว่าง ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เศรษฐกิจที่อ่อนแอลง หรือการพิมพ์เงินเพิ่มจนมูลค่าของเงินลดลง

นี่คือสิ่งที่ดาลิโอเปรียบเสมือน “คราบไขมันในหลอดเลือด” ที่อาจสะสมอยู่นานหลายปีโดยไม่เกิดอะไรขึ้น

แต่เมื่อมันอุดตันมากพอ ปัญหาหนี้ก็อาจเปลี่ยนจากโรคเรื้อรัง กลายเป็น “หัวใจวายทางเศรษฐกิจ” ได้ในที่สุด

อ้างอิง: linkedinbloomberg

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1248581&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3H8_vcfxVOwQFBmvfBUxO9