ภาคเอกชนไทยจำนวนมากมีศักยภาพสูง ทั้งในด้านการบริหารจัดการ เทคโนโลยี ขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการดึงดูดบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้าไปร่วมงาน หลายบริษัทไทยสามารถแข่งขันในระดับโลกได้แล้ว แต่ปัญหาสำคัญที่ผ่านมา คือประเทศไทยยังไม่สามารถเชื่อมโยงศักยภาพของภาคเอกชนเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่
“เรามีบริษัทระดับโลก แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนพลังของบริษัทเหล่านั้น ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศในภาพรวมได้อย่างแท้จริง” ดร.สติธร กล่าว
พร้อมยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดจากรัฐหรือเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากการที่ภาครัฐมีวิสัยทัศน์ระยะยาว และสามารถสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือ Chaebol จนสามารถยกระดับอุตสาหกรรมจากฐานการผลิตทั่วไป ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง วัฒนธรรมร่วมสมัย และ Soft Power ที่มีอิทธิพลระดับโลก
นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการวิจัยพัฒนา ทำให้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจจาก ผู้ผลิต ไปสู่ ผู้สร้างนวัตกรรม ได้สำเร็จ
“เกาหลีใต้คือกรณีศึกษาที่สำคัญ ความสำเร็จของเกาหลีใต้มิได้เกิดขึ้นเพราะรัฐหรือเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเก่งเพียงลำพัง หากแต่เกิดจากการที่รัฐมีวิสัยทัศน์ระยะยาว และสามารถสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า Chaebol จนทำให้อุตสาหกรรมเกาหลีเติบโตก้าวกระโดดจากการผลิตสินค้าทั่วไป ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง วัฒนธรรมร่วมสมัย และ Soft Power ที่ทรงอิทธิพลในระดับโลก
ในขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ยังลงทุนอย่างหนักในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการวิจัยพัฒนา จึงไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิต แต่ยกระดับขึ้นเป็นผู้สร้างนวัตกรรมด้วยตนเอง”
อย่างไรก็ตาม ดร.สติธร มองว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามโมเดลเกาหลีใต้ทั้งหมด เพราะบริบทโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเห็นว่าไต้หวันเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เนื่องจากเติบโตจากการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา การสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรม และการผลักดัน SME เทคโนโลยี จนสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI ขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจประเทศได้

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1576782&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FtMtGwfgNSRr43C9kFtXp

