เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 69 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงทัศนะกรณีรัฐบาลแต่งตั้ง “คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ” หรือ “บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า นี่คือจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญของนโยบายอุตสาหกรรมไทยที่สังคมควรให้ความสนใจอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่เพียงการตั้งคณะกรรมการเพิ่มขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของรัฐไทยสู่การเป็น “รัฐเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic State) เพื่อทลายกำแพงการทำงานแยกส่วนข้ามกระทรวง และยกระดับเศรษฐกิจประเทศให้หลุดพ้นจาก “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” (Middle-Income Trap)
หลายทศวรรษที่ผ่านมา ไทยประสบความสำเร็จในฐานะฐานการผลิตยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่กลับติดล็อกที่ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มเองได้ การผลักดันยุทธศาสตร์ชิปและเซมิคอนดักเตอร์ในครั้งนี้ จึงเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ โดยมีโรดแม็พชัดเจนมาตั้งแต่การวางโครงสร้างในเดือนตุลาคม 2567 มอบหมายให้บีโอไอ (BOI) เป็นแกนหลัก จนกระทั่งมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดสมบูรณ์อย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2569 นี้
ทั้งนี้ ความสำคัญของบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติสามารถจำแนกออกเป็น 5 มิติหลัก ได้แก่
- ดึงไทยจากการเป็นเพียงฐานรับจ้างผลิต ขยับขึ้นไปเป็นผู้สร้างมูลค่าเพิ่มในเทคโนโลยีต้นน้ำ เช่น AI, EV และหุ่นยนต์
- ส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่ชัดเจนเพื่อดึงดูดทุนข้ามชาติ ในจังหวะที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังย้ายฐานหนีความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ-จีน
- สร้างขีดความสามารถภายในประเทศเพื่อรองรับวิกฤติชิปขาดแคลน ซึ่งถือเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ยุคใหม่
- วางเป้าหมายสร้างบุคลากรทักษะสูง (High-skilled labor) กว่า 230,000 คน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
- วางตำแหน่งให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกภายในปี 2593
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากไทยยังต้องเผชิญกับ 3 โจทย์หิน คือ หนึ่ง ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร ที่ต้องใช้เวลาสร้างนานหลายปี ขณะที่สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม สะสมประสบการณ์นำหน้าไทยไปก่อนแล้ว สอง โครงสร้างพื้นฐาน ที่อุตสาหกรรมนี้ต้องการพลังงานสะอาดและน้ำคุณภาพสูงที่มีเสถียรภาพ และ สาม ความต่อเนื่องของนโยบาย เนื่องจากเป้าหมายในปี 2593 ต้องใช้เวลาขับเคลื่อนนานกว่า 2 ทศวรรษ ซึ่งยาวนานกว่าวาระของรัฐบาลหลายชุด
บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ฯ อาจไม่ใช่ข่าวใหญ่ในสายตาประชาชนทั่วไปเมื่อเทียบกับนโยบายระยะสั้นที่เห็นผลทันที แต่หากมองในมิติการพัฒนาประเทศ นี่คือการตัดสินใจเชิงนโยบายที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ในการวางรากฐานเศรษฐกิจสำหรับอนาคต 2-3 ทศวรรษข้างหน้า ซึ่งความสำเร็จไม่ได้วัดที่จำนวนการประชุม แต่วัดที่การสร้างฉันทามติร่วมกันของชาติ ว่าอุตสาหกรรมไฮเทคคือวาระแห่งชาติที่จะต้องเดินหน้าต่อ ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนขั้วอย่างไร ดร.สติธร กล่าว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5957161/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3irgriWlujKi75afmv84IG

