• Mon. Jun 8th, 2026

จับตา จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย KKP ชี้ แม้ยังไม่ขาดดุลแต่เริ่มส่งสัญญาณ

จับตา-จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย-kkp-ชี้-แม้ยังไม่ขาดดุลแต่เริ่มส่งสัญญาณจับตา จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย KKP ชี้ แม้ยังไม่ขาดดุลแต่เริ่มส่งสัญญาณ

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แต่เริ่มเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่ต้องติดตาม เนื่องจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยมีขนาดลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับในอดีต

โดยอธิบายให้เห็นภาพชัดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัด เป็นส่วนหนึ่งของดุลการชำระเงิน ซึ่งเป็นบัญชีที่ใช้บันทึกการเคลื่อนไหวของเงินเข้าและออกของประเทศ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ บัญชีเดินสะพัด และบัญชีทุนหรือบัญชีการเงิน

สำหรับบัญชีเดินสะพัด จะประกอบด้วยการซื้อขายสินค้า การค้าบริการ และรายได้จากการลงทุนระหว่างประเทศ เช่น การส่งออกและนำเข้าสินค้า รายได้จากการท่องเที่ยว การใช้บริการจากต่างประเทศ รวมถึงรายได้จากการลงทุนในต่างประเทศ ขณะที่บัญชีทุนหรือบัญชีการเงิน จะสะท้อนการเคลื่อนย้ายเงินทุน เช่น การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การลงทุนในตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ หรือการกู้ยืมระหว่างประเทศ

ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์มักให้ความสำคัญกับดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่าดุลการเงิน เนื่องจากดุลบัญชีเดินสะพัดมักสะท้อนแนวโน้มระยะยาวของเศรษฐกิจ ขณะที่ดุลการเงินมีลักษณะเป็นเงินทุนที่สามารถไหลเข้าออกได้รวดเร็ว หรือที่เรียกว่า Hot Money

ไทยเคยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงจากแรงหนุนการท่องเที่ยว

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในช่วงปี 2557-2561 ไทยเคยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงถึงประมาณ 8-10% ของ GDP โดยมีปัจจัยสำคัญจากการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงที่นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมาก ส่งผลให้มีเงินต่างประเทศไหลเข้าสู่ประเทศในระดับสูง ซึ่งในช่วงดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเข้าซื้อเงินตราต่างประเทศและสะสมเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีเงินทุนไหลเข้ามากกว่าไหลออก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไทยเข้าสู่ภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวหยุดชะงักและการส่งออกได้รับผลกระทบ ก่อนที่ดุลบัญชีเดินสะพัดจะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกอีกครั้งหลังเศรษฐกิจกลับมาเปิดประเทศ แต่ถึงแม้ว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเป็นบวก แต่ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าไทยเริ่มเกินดุลในระดับที่ลดลงกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้หลังการฟื้นตัวจากโควิด-19

ดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง แม้ยังไม่รวมผลกระทบจากสงครามและราคาน้ำมัน

นายพิพัฒน์ ระบุว่า แนวโน้มการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลงนั้นเริ่มเห็นชัดขึ้น แม้ยังไม่นับรวมผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมองว่า การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมีข้อดีในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจและค่าเงิน เนื่องจากสะท้อนว่ามีเงินทุนไหลเข้าสู่ประเทศมากกว่าที่ไหลออก ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องก็ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกและภาคท่องเที่ยว รวมถึงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากต้นทุนสินค้านำเข้าปรับลดลง

เดือนเมษายนขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์! 

นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า ในเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา ไทยขาดดุลการค้าในระบบศุลกากรสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นระดับสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา แม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็นผลจากการนำเข้าน้ำมัน แต่เมื่อหักผลกระทบจากน้ำมันออกแล้ว ไทยยังขาดดุลการค้าประมาณ 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เห็นว่าแนวโน้มการเกินดุลการค้าของไทยได้ลดลงต่อเนื่องมาระยะหนึ่งแล้ว พร้อมกับมองว่าราคาน้ำมันเป็นปัจจัยระยะสั้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่สิ่งที่ควรจับตาคือปัจจัยเชิงโครงสร้างที่อาจส่งผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัดในระยะยาว

3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง

ขณะที่ 3 ปัจจัยสำคัญที่กำลังส่งผลต่อแนวโน้มดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย นายพิพัฒน์ ระบุว่า มีทั้ง ความสามารถในการแข่งขันและดุลการค้าลดลง ที่ไทยเริ่มขาดดุลการค้าที่ไม่รวมน้ำมันเพิ่มขึ้นในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปเข้ามาทดแทนการผลิตในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และสินค้าอื่น ๆ ที่เข้ามาตีตลาดผู้ผลิตไทย

รวมถึงการลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น ที่พบว่าประเทศไทยเริ่มมีการลงทุนขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น เช่น โครงการ Data Center และเมกะโปรเจกต์จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น TikTok, Google และ Microsoft แม้การลงทุนนี้จะเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจ แต่โครงการเหล่านี้กลับมีสัดส่วนการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศสูงถึง 80-85% จึงส่งผลให้ยอดการนำเข้าพุ่งสูงขึ้นในระยะสั้น

อีกทั้งดุลบริการลดลงจากรายจ่ายดิจิทัล ที่ถึงแม้ภาคท่องเที่ยวจะฟื้นตัวกลับมาแล้ว 2 ใน 3 ถึง 3 ใน 4 ของยุคก่อนโควิด แต่ไทยกลับมีรายจ่ายด้านบริการไหลออกไปต่างประเทศจำนวนมาก ทั้งค่าขนส่ง และค่าทรัพย์สินทางปัญญาจากการใช้งานแพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น YouTube, Netflix, Spotify รวมถึงบริการ AI ส่งผลให้ดุลบริการไม่สามารถกลับมาเกินดุลได้มากเท่าเดิม

ยืนยัน ยังไม่น่ากังวล แต่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด! 

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า แม้ไทยจะเริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของดุลบัญชีเดินสะพัด แต่ในปัจจุบันยังไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวล เนื่องจากไทยยังคงเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ และการคาดการณ์ในปัจจุบันยังมองว่าหากเกิดการขาดดุล ก็จะอยู่ในระดับไม่สูง 

โดยเปรียบเทียบกับช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งไทยเคยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 7-8% ของ GDP ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันยังห่างไกลจากระดับดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นในขณะนี้คือการเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่เคยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง มาเป็นประเทศที่เกินดุลลดลง และอาจเข้าสู่ภาวะขาดดุลในบางช่วง

แนะจับตานโยบายเศรษฐกิจท่ามกลางสัญญาณเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตามนายพิพัฒน์ ชี้แจงว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ได้เป็นเรื่องแย่เสมอไป เพราะอาจช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกและภาคท่องเที่ยว

โดยคาดว่า ไทยอาจเห็นภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ และหากคิดเป็นอัตรารายปีอาจอยู่ราว 2% ของ GDP ซึ่งยังไม่ถือเป็นระดับที่น่ากังวล และมีโอกาสปรับดีขึ้นได้หากราคาน้ำมันคลี่คลายลง

อย่างไรก็ตาม มองว่าในระยะต่อไปไทยอาจไม่ได้กลับไปเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับ 3-4% ของ GDP เหมือนในอดีต แต่มีแนวโน้มเกินดุลลดลงจนใกล้ศูนย์ หรืออาจขาดดุลเล็กน้อยในบางช่วง ขณะที่ระดับการขาดดุลที่ควรจับตาอย่างใกล้ชิดคือประมาณ 3-5% ของ GDP ขึ้นไป ซึ่งอาจเริ่มส่งผลต่อมุมมองด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจของนักลงทุน

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจทำให้ไทยต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังในอนาคต เนื่องจากหากไทยต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศมากขึ้น ความอ่อนไหวต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาวะตลาดการเงินโลกก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

พร้อมกับมองว่า แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดจะไม่ได้ส่งผลต่อตลาดทุนโดยตรง แต่ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน โดยประเทศที่ยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดหรือมีฐานะใกล้เคียงสมดุล มักถูกมองว่ามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและไม่ต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศมากนัก

ในทางกลับกัน หากประเทศใดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง จะต้องอาศัยเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาชดเชยมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจมีความอ่อนไหวต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ หากเกิดภาวะเงินทุนไหลออกหรือการลงทุนชะลอตัว อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของค่าเงินและตลาดการเงินได้

ขณะที่ผลกระทบต่อค่าเงินบาท มองว่าในระยะยาว ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อทิศทางค่าเงิน  ส่วนการเคลื่อนไหวของค่าเงินในระยะสั้นยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นอีกหลายด้าน ทั้งอัตราดอกเบี้ย ภาวะเศรษฐกิจโลก และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย จึงไม่สามารถอธิบายได้จากดุลบัญชีเดินสะพัดเพียงอย่างเดียว แต่หากแนวโน้มการเกินดุลของไทยลดลงต่อเนื่อง ก็อาจทำให้แรงสนับสนุนต่อการแข็งค่าของเงินบาทในระยะยาวลดลงจากอดีต

ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ ย้ำว่า สิ่งที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญในระยะต่อไป คือการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งด้านการผลิต การส่งออก และภาคบริการ เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่จากต่างประเทศและรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน แม้การเพิ่มขึ้นของการลงทุนจะส่งผลให้การนำเข้าสูงขึ้นและกดดันดุลบัญชีเดินสะพัดในระยะสั้น แต่ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ เพราะช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ยกระดับศักยภาพการผลิต และสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/277173&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26uW8-xiV_FD5G3iVWq9VK