วันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00 น. ตามเวลาประเทศไทย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จะเปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ฉบับเต็มประจำเดือนตุลาคม 2026 ภายใต้ชื่อ “Resilience under Strain, Urgent Choices” หรือ “ความยืดหยุ่นภายใต้แรงกดดัน ทางเลือกเร่งด่วน” พร้อมบทที่ 1 ว่าด้วยแนวโน้มและนโยบายระดับโลก (Global Prospects and Policies)
นับเป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปี ที่รายงานเรือธงฉบับนี้ถูกแถลงจากกรุงเทพมหานคร ในฐานะเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
สิ่งที่ตลาดการเงินและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกรออยู่คือ ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ 3.0% ในปี 2026 และ 3.4% ในปี 2027 จะถูกปรับขึ้น ปรับลง หรือคงไว้ ท่ามกลางแรงดึง 2 ทิศทางระหว่างช็อกด้านอุปทานพลังงานจากสงคราม กับแรงส่งด้านอุปสงค์จากการลงทุนปัญญาประดิษฐ์
IMF ยกรายงานเรือธงมาแถลงที่กรุงเทพฯ ครั้งแรกรอบ 35 ปี
IMF ระบุกำหนดการชัดเจนว่า รายงาน WEO ฉบับเต็มและบทที่ 1 จะเผยแพร่วันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2026 เวลา 09.00 น. ตามเวลากรุงเทพฯ ซึ่งตรงกับวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม เวลา 22.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐ โดย ซิลวานา เทนเรย์โร ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย IMF และทีมงาน จะมีการแถลงข่าวคู่ขนานในช่วงการประชุมประจำปี
การประชุมประจำปี IMF-World Bank Group ปี 2026 จัดระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิดหลักของเจ้าภาพ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เป็นครั้งที่ 2 ที่ไทยรับหน้าที่เจ้าภาพ ต่อจากปี 2534 ซึ่งเป็นปีเปิดใช้ศูนย์ฯ สิริกิติ์พอดี
ข้อมูลจากฝ่ายเจ้าภาพระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีการประชุมและสัมมนาอย่างเป็นทางการมากกว่า 1,000 รายการ และมีผู้เข้าร่วมราว 15,000 คน ทั้งรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลางจากประเทศสมาชิก IMF 191 ประเทศ ภาคเอกชน นักวิชาการ และสื่อมวลชนทั่วโลก ทำให้ไทยเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่เคยเป็นเจ้าภาพถึง 2 ครั้ง ร่วมกับตุรกีและญี่ปุ่น
ประเด็นที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ รายงานรอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับตัวเลข แต่เป็นการประเมินว่า เศรษฐกิจโลกที่ “ทนทาน” มาตลอดปี 2026 ยังเหลือกันชนอีกมากน้อยเพียงใด ก่อนเข้าสู่ปีงบประมาณใหม่ของหลายประเทศ
ย้อนรอยตัวเลข 2 รอบล่าสุด ก่อนรู้ผลวันที่ 13 ต.ค.
รายงาน WEO เดือนเมษายน 2026 ภายใต้ชื่อ “Global Economy in the Shadow of War” ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอลงเหลือ 3.1% ในปี 2026 และ 3.2% ในปี 2027 บนสมมติฐานว่าสงครามในตะวันออกกลางจำกัดทั้งระยะเวลาและขอบเขต พร้อมเตือนว่าการชะลอตัวและเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะรุนแรงเป็นพิเศษในกลุ่มตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา
ต่อมารายงานฉบับปรับปรุงเดือนกรกฎาคม 2026 ชื่อ “Global Economy in Crosscurrents of War and Technology” ปรับตัวเลขปี 2026 ลงเหลือ 3.0% แต่ปรับปี 2027 ขึ้นเป็น 3.4% ซึ่งเมื่อรวมสองปีแล้วแทบไม่เปลี่ยนจากเดือนเมษายน สะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกที่ “ไม่เท่ากัน” ชัดเจน
IMF อธิบายว่า 4k;tช็อกจากสงครามกดดันประเทศผู้นำเข้าพลังงานและประเทศเปราะบาง ขณะที่อุปสงค์จาก AI กลับยกเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่มูลค่าเทคโนโลยีโลก อีกทั้งยอมรับว่ากระบวนการลดเงินเฟ้อของโลก “หยุดชะงัก”
ที่มา: IMF World Economic Outlook, April 2026 และรายงานฉบับปรับปรุงเดือนกรกฎาคม 2026
6 ประเด็นจับตาในบทที่ 1 แนวโน้มและนโยบายระดับโลก
เค้าโครงของสิ่งที่จะอยู่ในบทที่ 1 ปรากฏชัดแล้วจากคำแถลง Curtain Raiser ของ คริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการ IMF ที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งเป็นธรรมเนียมการปูประเด็นก่อนการประชุมประจำปี
1. ตัวเลขเติบโตจะขยับทางไหน จอร์เจียวาเปรียบว่าเศรษฐกิจโลกกำลังถูกดึงไปคนละทาง ระหว่างช็อกอุปทานพลังงานด้านลบ กับช็อกอุปสงค์ด้านบวกจาก AI ก่อนหน้านี้ปลายเดือนสิงหาคม IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกรับมือช็อกพลังงานได้ดีกว่าที่กลัวกัน และยังขยายตัวราว 3% ในปี 2026 แต่ความเสี่ยงยังสูง
2. ราคาพลังงานที่ยังไม่ลง IMF ชี้ว่าราคาน้ำมันดิบยังอยู่ราว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และข้อจำกัดของกำลังการกลั่นทั่วโลกทำให้ค่าการกลั่นของผลิตภัณฑ์สำคัญอย่างดีเซลบวกเพิ่มอีกราว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่อุปทาน LNG ถูกกระทบจากความเสี่ยงการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเอเชียและยุโรปรับผลโดยตรง
3. AI เครื่องยนต์ที่แรงแต่กระจุกตัว สินค้ากลุ่มฮาร์ดแวร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI มีสัดส่วนเกิน 10% ของการค้าสินค้าโลกแล้ว และงานวิจัย IMF ประเมินว่า หากบริหารจัดการได้ดี AI อาจเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้ราว 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี เทียบเท่าการเพิ่มเศรษฐกิจขนาดอาเซียนเข้าไปในโลก แต่ IMF เตือนว่าผลประโยชน์กระจุกตัวสูงและอาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ
4. หนี้สาธารณะโลกจ่อทะลุ 100% ของจีดีพี อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐ เยอรมนี และญี่ปุ่น พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007, 2009 และ 1996 ตามลำดับ ขณะที่หนี้สาธารณะโลกใกล้ระดับที่ไม่เคยเห็นนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และคาดว่าจะเกิน 100% ของจีดีพีโลกก่อนปี 2030
5. ทิศทางดอกเบี้ย “เข้มงวดอย่างระมัดระวัง” IMF ส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางหลายแห่งอาจต้องคงท่าทีเข้มงวดอย่างระมัดระวังต่อไป เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อไม่ได้มาจากพลังงานและอาหารเท่านั้น แต่มาจากการลงทุน AI ภาษีนำเข้า งบกลาโหม และหนี้สาธารณะที่สูงด้วย พร้อมเตือนผู้กำกับดูแลให้จับตามูลค่าสินทรัพย์เทคโนโลยีที่สูงและการก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้น
6. ข้อเสนอนโยบายที่เป็นที่มาของคำว่า “ทางเลือกเร่งด่วน” จอร์เจียวาเรียกร้องให้ประเทศที่มีหนี้สูงวางแผนปรับลดการขาดดุลระยะกลางที่น่าเชื่อถือ ควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างด้านทักษะแรงงาน ความยืดหยุ่นของตลาดแรงงาน การเข้าถึงทุนระยะยาว ความมั่นคงทางพลังงาน และการลดกฎระเบียบที่ล้าสมัย โดยสรุปสารถึงผู้กำหนดนโยบายที่จะมารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ ว่า “เรารอช้าต่อไปไม่ได้แล้ว”
ที่มา: IMF chief warns of debt, energy and AI risks before Bangkok talks – The Nation
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/671269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DZCeYLJRjN7S_Jc3hdc7B

