• Tue. Mar 17th, 2026

 “ความเหลื่อมล้ำโรงเรียนไทย สะท้อนความคิดจัดการศึกษา” – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

 “ความเหลื่อมล้ำโรงเรียนไทย สะท้อนความคิดจัดการศึกษา”-–-สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย “ความเหลื่อมล้ำโรงเรียนไทย สะท้อนความคิดจัดการศึกษา” – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

         “เรื่องนี้สะท้อนค่านิยมเพราะโรงเรียนดัง เท่ากับโอกาสในอนาคต โรงเรียนเหล่านี้มีผลงานทางวิชาการสูง มีสถิติในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำมาก เหมือนเป็นบันไดสู่มหาวิทยาลัยและอาชีพที่ดี เพราะโรงเรียนดังมีเครือข่ายที่เอื้อต่อการเข้ามหาวิทยาลัยด้วย”

            “อุทิตา สุวรรณธาดา ผู้สื่อข่าวการศึกษา เดลินิวส์” ให้มุมมอง “ทำไมเด็กไทยต้องแข่งขันทั้งชีวิต? กว่าจะถึงฝั่งฝัน” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า 

“สอบเข้าม.1-ม.4 เป็นปัญหาแรงต่อเนื่องทุกปี เหตุเพราะแข่งขันสูง”

            อุทิตา บอกว่า การรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้น ม.1 และม.4 รุนแรงต่อเนื่อง ทั้งในอดีตและปัจจุบันโดยเฉพาะโรงเรียนดัง ม.1 มีอัตราการแข่งขันสูง โรงเรียนของรัฐมีทั้งหมด 281 แห่งทั่วประเทศ จากทั้งหมด 20,009 กว่าแห่ง ดังนั้นทุกคนจึงมุ่งไปที่โรงเรียนดัง การสอบเข้า ม.1 เป็นปัญหาทุกปี เด็กแห่เข้าไปโรงเรียนดังที่มีชื่อเสียง ทำให้การแข่งขันสูงต่อเนื่องในอนาคต แต่รูปแบบอาจเปลี่ยนในลักษณะที่ว่า การกระจุกตัวหมายถึงโรงเรียนชั้นนำโรงเรียนดังยังมีผู้สมัครเพิ่มขึ้น แต่จำนวนภาพรวมเด็กและภาพรวมจำนวนโรงเรียนในประเทศ มีแนวโน้มลดลงเพราะอัตราการเกิดต่ำลง หรืออย่างที่เห็นกันว่าสนามสอบเข้า ม.4โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ดุเดือดที่สุดภาพสะท้อนชัดเจน 

“ค่านิยมเข้าโรงเรียนชื่อดังเป็นปัจจัยหลัก ทำให้เด็กแข่งขันหนัก” 

            อุทิตา บอกว่า ปัจจัยหลักๆ คือ ค่านิยมของสังคมและความหวังของผู้ปกครอง เพราะผู้ปกครองมองว่าการลงทุนด้านการศึกษา คือ สิ่งที่สำคัญที่สุด ในอดีตที่ผ่านมาเห็นการพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์ที่เป็นข่าวใหญ่ คือ โรงเรียนดังเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ แลกที่นั่งเรียนเป็นการลงทุนในการศึกษาเพื่ออนาคตของลูก ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง คือ เรื่องความเหลื่อมล้ำของคุณภาพโรงเรียน ประเทศไทยมีโรงเรียนจำนวนมาก แต่คุณภาพครู , สื่อการเรียนการสอนและงบประมาณมีไม่เท่ากัน เพราะโรงเรียนได้รับงบประมาณเป็นรายหัว ดังนั้นโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่ได้รับเงินงบประมาณรายหัวมาก ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็กน้อยก็ได้รับเงินน้อย

            “เรื่องนี้สะท้อนค่านิยมเพราะโรงเรียนดัง เท่ากับโอกาสในอนาคต โรงเรียนเหล่านี้มีผลงานทางวิชาการสูง มีสถิติในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำมาก เหมือนเป็นบันไดสู่มหาวิทยาลัยและอาชีพที่ดี เพราะโรงเรียนดังมีเครือข่ายที่เอื้อต่อการเข้ามหาวิทยาลัยด้วย”

“ระบบการศึกษาไทยควรปรับหลักสูตร ให้เด็กคิด-วิเคราะห์เป็นตามศักยภาพ ต่อยอดได้ในอนาคต”

            “โรงเรียนต้องปรับเยอะควรมีหลักสูตรที่ยืดหยุ่น ให้เด็กคิดวิเคราะห์เป็นไม่ใช่เน้นท่องจำ ตอนนี้กระทรวงศึกษาธิการปรับหลักสูตรขั้นพื้นฐาน เป็นหลักสูตรสมรรถนะเรียนตามศักยภาพของผู้เรียน เมื่อปีที่แล้วมีโรงเรียนที่นำร่อง 2,000 กว่าแห่ง ใช้หลักสูตรประถมศึกษาตอนต้นป.1-ป.3 เน้นการเรียนรู้ตามฐานสมรรถนะของเด็ก เป็นการต่อยอดในระดับมัธยมศึกษา จากที่มีข้อมูลสำรวจออกมาทราบว่าเห็นผล เพราะเด็กไม่ต้องเครียดเน้นเชิงวิชาการที่มุ่งสอบอย่างเดียว แต่เน้นการเรียนรู้ตามทักษะในระดับประถมต้น คือ อ่านออกเขียนได้,คิดเลขเป็น,คิดวิเคราะห์เป็น เรียนรู้ตามศักยภาพเพื่อต่อยอด และมีแนวทางในอนาคตสู่เส้นทางอาชีพ พอเข้าสู่มัธยมจบม.3 เขาอาจจะไม่ต้องไปแข่งขันเรียนต่อทางสายสามัญก็ได้ อาจจะเรียนต่อสายอาชีพก็ได้” 

“สพฐ.กำลังทำโครงการหนึ่ง อำเภอหนึ่งโรงเรียน มีโรงเรียนเข้าร่วมกว่า 1,800 แห่ง”

            อุทิตา บอกว่า โรงเรียนทางเลือกมีข้อดีแต่สุดท้ายมาพร้อมค่าใช้จ่าย กระทรวงศึกษาธิการมีโรงเรียนที่เป็น“โฮมสคูล” เรียนที่บ้านไม่ต้องแข่งขัน แต่ให้เรียนมุ่งเน้นทักษะ คิดวิเคราะห์ตามศักยภาพของเด็ก ความจริงแล้วอยากให้มองภาพรวมไม่ต้องไปแข่งขันเข้าโรงเรียนดัง บางครั้งผู้ปกครองอยากให้เด็กเข้าโรงเรียนดัง เพราะเป็นบันไดและสะพานสู่ชีวิตในอนาคตของลูก ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ซึ่งคุมโรงเรียนทั่วประเทศทำ “โครงการหนึ่ง อำเภอหนึ่งโรงเรียน” มีแนวคิดยกระดับโรงเรียนให้เป็นศูนย์กลางคุณภาพในแต่ละพื้นที่ของอำเภอ ขณะนี้มีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ 1,800 กว่าแห่ง จะสร้างให้เป็นมาตรฐานเรื่องการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ เป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เท่าเทียม ให้เด็กเข้าถึงโรงเรียนคุณภาพใกล้บ้าน เพราะถ้าเด็กมีโรงเรียนคุณภาพใกล้บ้าน ในชุมชนพ่อแม่ผู้ปกครอง ก็ไม่จำเป็นต้องพาลูกไปแข่งขันเข้าโรงเรียนดัง 

“ยกโรงเรียนบ้านห้วยเสียด จ.กระบี่ เป็นตัวอย่าง จัดการศึกษาตามบริบทพื้นที่”

            อุทิตา บอกว่า ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ โรงเรียนบ้านห้วยเสียด จ.กระบี่ มีกระบวนการบริหารจัดการ สู่การเป็นโรงเรียนคุณภาพของชุมชนมีเด็ก 900 กว่าคน ครู 45คน โรงเรียนจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ หลักสูตร “รักถิ่นโนราห์” เพราะโรงเรียนนี้อยู่ภาคใต้และกระบี่เป็นจังหวัดท่องเที่ยว เด็กได้เรียนรู้การรำโนราห์ที่เป็นศิลปะวัฒนธรรม เป็นหลักสูตรสร้างภูมิปัญญาต่อยอดเป็นอาชีพและแสดงโชว์ให้นักท่องเที่ยวได้ชม โดยไม่ทิ้งด้านวิชาการแต่เสริมหลักสูตรเหล่านี้ขึ้นมา ให้เด็กเรียนตามศักยภาพของโรงเรียน ส่วนด้านวิชาการโรงเรียนดังกล่าวมีหลักสูตรทักษะอาชีพ ที่ร่วมมือกับภาคเอกชนในพื้นที่ นำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาสอนเด็ก อาทิ การตัดผมทำให้เด็กมีอาชีพมีรายได้ในชุมชน ทั้งนี้โรงเรียนทั่วประเทศมีขนาดใหญ่ กลาง เล็ก การสร้างเป็นโรงเรียนคุณภาพชุมชน เพราะต้องการให้เห็นว่าจัดการศึกษาตามบริบทเชิงพื้นที่

“ความเหลื่อมล้ำคุณภาพสถานศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่ ผู้ปกครอง-เด็ก เลือกเรียน”

            “ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของไทยไม่เท่ากันอยู่แล้ว โรงเรียนทั่วประเทศในสังกัด สพฐ. มีอยู่ 29,000 กว่าแห่งบวกๆนิดหน่อย มีทั้งโรงเรียนขนาดใหญ่ กลางและเล็ก เราไม่ต้องพูดถึงโรงเรียนขนาดเล็กหรือขนาดกลางเลย เพราะโรงเรียนขนาดกลางเหล่านี้ถูกยกขึ้น เป็นโรงเรียนคุณภาพประจำชุมชนโรงเรียนหนึ่ง แต่โรงเรียนขนาดใหญ่ คือ โรงเรียนดังที่มีอัตราการแข่งขันสูง และงบประมาณที่กระทรวงศึกษาแจกจ่ายให้โรงเรียนเป็นงบประมาณรายหัว โรงเรียนที่มีเด็กจำนวนมากก็ได้งบฯรายหัวมาก ในการพัฒนาผู้เรียนพัฒนาสื่อการสอนที่ทันสมัย โรงเรียนไหนที่มีเด็กน้อยได้รับงบประมาณน้อย จึงต้องร่วมมือกับเอกชนและชุมชนในพื้นที่ เช่น มูลนิธิสานอนาคตเป็นเอกชนที่ช่วยโรงเรียนขนาดเล็กค่อนข้างเยอะมาก โดยเติมสื่อการสอนเทคโนโลยี,เติมครู ทั้งครูภาษาอังกฤษและครูภาษาจีน เพื่อให้เด็กได้เรียนอย่างทั่วถึง มีโอกาสเท่าเทียมกับเด็กที่เรียนในเมืองหรือโรงเรียนขนาดใหญ่” 

“ยกสามเสนวิทยาลัย ตัวอย่างโรงเรียนขนาดใหญ่ ได้งบฯสนับสนุนจาก ศธ.และผู้ปกครอง”

            อุทิตา บอกว่า ได้เข้าไปดูบรรยากาศการเรียนดังๆ ที่รวบรวมหัวกะทิของประเทศไทยไว้ อาทิ โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ซึ่งครองอันดับ 1 ในการรับนักเรียนและมีการแข่งขันที่สูงมาก โรงเรียนมีทั้งห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ มีสื่อการสอนที่ทันสมัย เรียนกับครูเจ้าของภาษา ได้รับงบประมาณและผู้ปกครองที่แห่เข้าไปในโรงเรียนนี้ จะเติมงบประมาณสนับสนุนค่าบำรุงการศึกษา เมื่อลูกได้เข้าเรียนแล้วผู้ปกครองที่มีกำลัง ก็พร้อมจะจ่ายค่าบำรุงการศึกษาให้ลูกได้เรียนกับโรงเรียนที่ดีมีคุณภาพ 

“เด็กหลายคนอยากลองสนามเตรียมอุดม เป็นไกด์ไลน์ต่อยอดด้านวิชาการ”

            ส่วนที่เด็กหลายคนอยากได้บรรยากาศการแข่งขันโดยไปลองสนามสอบ ทั้งที่ทราบดีว่าอาจจะสอบไม่ติดเพราะการแข่งขันสูงมาก อุทิตา ยอมรับว่า ใช่ส่วนหนึ่งอยากลองสนามสอบ เช่น สอบเข้า ม.4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ดิฉันได้มีโอกาสลงพื้นที่ไปพูดคุยกับเด็ก เขาอยากรู้ว่าโรงเรียนดีมีคุณภาพมาตรฐานวิชาการสูง แนวข้อสอบเป็นแบบไหนเพื่อเป็นแนวทางไกด์ไลน์ ต่อยอดเรื่องส่วนตัวทางด้านวิชาการเพื่อพัฒนาตนเอง ทั้งที่เขาอาจจะมีตัวเลือกเข้า ม.4 โรงเรียนอื่นแล้วก็ได้ แต่อยากจะรู้แนวทางว่าข้อสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมเป็นอย่างไร  

“ลงพื้นที่ดูบรรยากาศจับฉลากรับนักเรียนเข้า ม.1-คุยผู้ปกครอง-เด็กกดดัน” 

            อุทิตา บอกว่า ความเหลื่อมล้ำหรือโอกาสทางการศึกษา ส่งผลกระทบต่อตัวเด็ก เรื่องความเครียดแน่นอน ย้อนไปเกือบสี่ปีที่แล้วดิฉันลงพื้นที่ทำข่าว รับนักเรียนเข้า ม.1 มีการจับฉลากทุกคนจะเคยเห็นภาพ เด็กจับฉลากดีใจว่าจับฉลากเข้าเรียนได้ ขณะที่เด็กบางคนคอตกผิดหวังว่าจับฉลากไม่ได้ ก็ได้รับความกดดัน และดิฉันได้พูดคุยกับผู้ปกครองที่มานั่งรอลูกสอบคัดเลือกหรือจับฉลากบอกว่า พาลูกเตรียมทำข้อสอบตั้งแต่อยู่ประถมศึกษา เรียนพิเศษติวเข้มผลที่ตามมา คือ เด็กกดดันมีเวลาพักผ่อนน้อย และเด็กก็กดดันตัวเองด้วยว่าถ้าตัวเราทำไม่ได้ในความคาดหวังของพ่อแม่ จะทำอย่างไร กลายเป็นความล้มเหลวในชีวิตของเด็ก

“เด็กเก่งทักษะอื่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องเก่งวิชาการ”

            อุทิตา บอกว่า ชีวิต คือ การแข่งขันตลอด เครียด ไม่ว่าจะเรียนจบยันทำงาน เด็กไม่จำเป็นต้องเก่งวิชาการอย่างเดียว แต่มีศักยภาพและทักษะอย่างอื่นก็เก่งได้ เช่น เรื่องของกีฬา,ดนตรี,ศิลปะ เด็กเหล่านี้เก่งเหมือนกันแม้ว่าจะไม่เก่งด้านวิชาการ ความจริงแล้วโรงเรียนต้องชื่นชมและเชิดชูเขา ให้เท่ากับเด็กที่เก่งด้านวิชาการ เพราะเด็กที่เก่งทางด้านวิชาการอย่างเดียว ไม่ได้ตอบโจทย์ความสำเร็จชีวิตเสมอไป“

“ฝากถึงผู้ปกครองควรมีทัศนคติ ให้เด็กเรียนตามศักยภาพ”

            “อยากฝากถึงผู้ปกครองบางคนที่คาดหวังกับลูก อยากให้ลูกเรียนโรงเรียนดีๆ เสริมโอกาสให้ได้เจอสังคมดี แต่ควรถามบุตรหลานว่าอยากเรียนอะไร แล้วส่งเสริมเขาในแนวทางนั้นดีกว่า เช่น อาจชอบด้านทักษะวิชาชีพก็มุ่งไปทางทักษะวิชาชีพ เพราะสุดท้ายแล้วความสำเร็จในชีวิต คือ เรียนจบมาแล้วมีงานทำ ไม่ใช่ว่าเป็นค่านิยมที่ต้องเรียนจบปริญญาตรี แต่ทุกวันนี้การเรียนปริญญาตรียังเตะฝุ่นอยู่เลย อยากให้ผู้ปกครองปัก “มายเซ็ท” ให้เด็กเรียนตามศักยภาพไม่ต้องเข้มงวด ว่าลูกต้องเข้าโรงเรียนนี้แล้วลูกต้องติวตั้งแต่อายุยังน้อย ต้องอ่านข้อสอบเพื่อไปเข้าโรงเรียนดังๆให้ได้ เพราะโรงเรียนสังกัด สพฐ.ทุกแห่งมีคุณภาพเท่าเทียมกันอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับความคิดของผู้ปกครองว่าอยากให้ลูกเป็นแบบไหน เติบโตมาเป็นคุณภาพที่ดีในสังคม เป็นคนดีของสังคมและรับผิดชอบชีวิตของตัวเองได้มากขึ้น” อุทิตา บอกทิ้งท้าย

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์11.00-12.00 น. โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tja.or.th/view/activities/radio-tja/1457046&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw102P5ubfFwpEVkNqQtdh-M