• Mon. Aug 24th, 2026

ขอ‘โอกาส’ ครั้งที่สองให้ SME ไทย คนทำธุรกิจที่เคย‘ล้ม’ ไม่ควรถูกทำให้หายไปจากเศรษฐกิจ

ขอ‘โอกาส’-ครั้งที่สองให้-sme-ไทย-คนทำธุรกิจที่เคย‘ล้ม’-ไม่ควรถูกทำให้หายไปจากเศรษฐกิจขอ‘โอกาส’ ครั้งที่สองให้ SME ไทย คนทำธุรกิจที่เคย‘ล้ม’ ไม่ควรถูกทำให้หายไปจากเศรษฐกิจ

ประเทศไทยพูดมานานว่า SME คือ ‘กระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ’ เรามีผู้ประกอบการ SME มากกว่า 3 ล้านราย คิดเป็นเกือบทั้งหมดของวิสาหกิจไทย สร้างงานให้คนมากกว่า 13 ล้านคน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าหนึ่งในสามของ GDP  แต่มีคำถามหนึ่งที่เราแทบไม่เคยถามอย่างจริงจังว่า เมื่อกระดูกสันหลังบางส่วนหักลง เราจะทำอย่างไรกับเขาเหล่านั้น

ในระบบเศรษฐกิจไทย ผู้ประกอบการที่ธุรกิจล้มเหลว มีหนี้ หรือเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย มักไม่ได้สูญเสียเพียงบริษัทหนึ่งแห่ง แต่บางครั้งหมายถึงการ‘สูญเสียโอกาส’ ที่จะกลับมาเป็นผู้ประกอบการอีกครั้ง

เครดิตหาย การเข้าถึงเงินทุนยากขึ้น ชื่อเสียงทางธุรกิจได้รับผลกระทบ และกระบวนการทางกฎหมายอาจกินเวลาหลายปี

สุดท้ายคนที่เคยสร้างธุรกิจ จ้างงาน บริหารคน เจรจากับธนาคาร ผ่านวิกฤต และเรียนรู้จากความผิดพลาด อาจถูกทำให้‘หายออกจากระบบเศรษฐกิจ’ไปพร้อมกับบริษัทที่ล้มลง

นี่อาจเป็นความสูญเสียที่ประเทศไทย‘ประเมินต่ำเกินไป’

เพราะสิ่งที่หายไปไม่ใช่เพียง ‘นิติบุคคลหนึ่งราย’ แต่คือ ทุนผู้ประกอบการ หรือ Entrepreneurial Capital ที่ใช้เวลาหลายปีกว่าจะสร้างขึ้นมาได้

ระบบล้มละลายที่ดีไม่ควรมีหน้าที่เพียงติดตามทรัพย์สินมาแบ่งคืนเจ้าหนี้ หรือทำหน้าที่เป็นปลายทางของธุรกิจที่ล้มเหลวเท่านั้น แต่ต้องทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ช่วยให้ทรัพยากรถูกจัดสรรใหม่

Screenshot 2569-08-24 at 00.43.58.png

บริษัทที่ยังมีศักยภาพควรได้รับโอกาสปรับโครงสร้างก่อนจะล้ม บริษัทที่ไม่มีศักยภาพแล้วควรออกจากตลาดอย่างรวดเร็ว และผู้ประกอบการที่ล้มเหลวโดยสุจริตควรสามารถกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้

เราเรียกหลักคิดหลังสุดนี้ว่า Second Chance หรือ Fresh Start

รายงาน Enhancing Insolvency Frameworks to Support Economic Renewal ของ OECD ชี้ว่า Insolvency Framework ที่มีประสิทธิภาพควรสามารถ‘ป้องกัน’บริษัทที่ยังมีศักยภาพไม่ให้ถูกทำลายโดยไม่จำเป็น เปิดทางให้ธุรกิจที่ไม่สามารถอยู่ต่อได้ออกจากตลาดอย่างทันท่วงที สนับสนุนการปรับโครงสร้าง และเปิด‘โอกาสครั้งที่สอง’ ให้แก่ผู้ประกอบการที่ล้มเหลวโดยสุจริต

นี่เป็นความ‘แตกต่าง’ทางปรัชญาที่สำคัญมาก

ระบบเดิมถามว่า ‘ใครล้มและต้องรับผิดชอบ’อย่างไร

แต่ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ต้องถามเพิ่มว่า

หลังจากรับผิดชอบแล้ว เราจะทำอย่างไรให้คนที่ยังมีความสามารถกลับมาสร้างเศรษฐกิจได้อีกครั้ง

OECD ยังให้ความสำคัญกับระยะเวลาการ‘ปลดหนี้’ หรือ Time to Discharge เพราะหากผู้ประกอบการต้องติดอยู่กับความล้มเหลวเดิมเป็นเวลานานเกินไป ต้นทุนของการเริ่มต้นใหม่จะสูงจนแทบเป็นไปไม่ได้

กรอบตัวชี้วัดของ OECD จึงมองระยะเวลาปลดหนี้ที่ยาวเกิน‘สามปี’ ว่าเป็นอุปสรรคต่อระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ขณะที่การปฏิรูปในยุโรปที่ OECD นำมาอ้างถึง เปิดทางให้ผู้ประกอบการที่ล้มละลายโดยสุจริตได้รับการปลดหนี้เต็มจำนวนภายในระยะเวลาสูงสุดสามปี

OECD ยังพบว่าหลายประเทศกำลังพัฒนา Early Warning System, pre-insolvency procedures และกระบวนการเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก เพราะการนำ SME เข้าไปใช้ระบบเดียวกับบริษัทขนาดใหญ่อาจมีต้นทุนสูง ซับซ้อน และใช้เวลามากจนผู้ประกอบการรายเล็กไม่สามารถเข้าถึงได้

Second Chance

นั่นหมายความว่า ‘Second Chance’ ไม่ใช่การ‘ยกหนี้’ให้คนทำธุรกิจผิดพลาดโดยไม่มีเงื่อนไข และไม่ใช่การ‘ทำลายสิทธิ’ของเจ้าหนี้

ตรงกันข้าม ระบบที่ดีต้องแยกให้ชัดระหว่าง ความ‘ล้มเหลว’ทางธุรกิจ กับ การ‘ฉ้อโกง’

คนที่โกง ซ่อนทรัพย์ โอนทรัพย์ หรือจงใจสร้างความเสียหายแก่เจ้าหนี้ ต้องรับผิดตามกฎหมายอย่างเต็มที่

แต่ผู้ประกอบการที่ล้มเพราะสินค้าไม่ประสบความสำเร็จ เทคโนโลยีเปลี่ยน เศรษฐกิจตกต่ำ ต้นทุนพุ่ง ตลาดเปลี่ยน หรือบริหารธุรกิจผิดพลาดโดยสุจริต ไม่ควรถูกลงโทษทางเศรษฐกิจไปตลอดชีวิต

‘เพราะในโลกของการประกอบธุรกิจ Failure เป็นส่วนหนึ่งของ Innovation’

เราไม่สามารถบอกคนไทยให้กล้าเป็นผู้ประกอบการ กล้าสร้างนวัตกรรม กล้าลงทุน และกล้าเสี่ยง แต่ในขณะเดียวกันกลับสร้างระบบที่บอกเขาว่า

‘ถ้าคุณพลาดครั้งเดียว คุณอาจไม่มีสิทธิเริ่มใหม่อีก’

สองแนวคิดนี้อยู่ด้วยกันไม่ได้

ประเทศไทยกำลังเสีย ‘คนที่เคยทำธุรกิจเป็น’

ประเด็น Second Chance ยิ่งสำคัญในเวลาที่ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอ ภาระหนี้ ต้นทุนทางการเงิน การแข่งขันจากต่างประเทศ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของตลาด

ธุรกิจจำนวนหนึ่งย่อมไม่สามารถอยู่รอดได้

นี่เป็นความจริงของระบบตลาด และรัฐไม่ควรพยายามรักษาทุกบริษัทเอาไว้ตลอดไป

แต่สิ่งที่รัฐต้องรักษาไว้คือ ‘ความสามารถ’ของคนในการกลับมาแข่งขันอีกครั้ง

ผู้ประกอบการคนหนึ่งที่เคยสร้างบริษัทมาแล้วสิบปี อาจมีประสบการณ์มากกว่าผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มธุรกิจหลายเท่า

เขารู้ว่าการบริหาร Cash Flow ผิดพลาดตรงไหน รู้จักลูกค้า รู้จัก Supplier รู้วิธีบริหารพนักงาน รู้จักตลาด และที่สำคัญที่สุดคือรู้ว่า ‘อะไรไม่ควรทำซ้ำอีก’

หากระบบทำให้คนเหล่านี้กลับมาไม่ได้ ประเทศก็ไม่ได้เพียงสูญเสียบริษัทหนึ่งบริษัท

แต่กำลัง ทิ้งทุนมนุษย์ทางธุรกิจจำนวนมหาศาลลงถังขยะ

Entrepreneurial Recycling

ในทางกลับกัน หากคนเหล่านี้กลับมาเริ่มต้นธุรกิจใหม่ได้ ประสบการณ์จากความล้มเหลวครั้งก่อนสามารถถูกหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เกิดสิ่งที่เรียกว่า Entrepreneurial Recycling

คนเก่ากลับมาสร้างบริษัทใหม่

เงินทุนเคลื่อนไปสู่กิจการใหม่

แรงงานเคลื่อนไปสู่กิจการที่มีศักยภาพกว่า

และทรัพยากรถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่มี Productivity สูงขึ้น

นี่คือเหตุผลที่ระบบ Insolvency ไม่ใช่เพียงเรื่องของศาลหรือกฎหมายล้มละลาย แต่เป็น นโยบายการแข่งขัน นโยบายผลิตภาพ และนโยบายการเติบโตทางเศรษฐกิจ

หากเราต้องการเข้าใกล้มาตรฐาน OECD จริง สิ่งที่ต้องเปลี่ยนจึงไม่ใช่เพียงการแก้กฎหมายทีละฉบับเพื่อให้ผ่าน Checklist

แต่ต้อง‘เปลี่ยน’วิธีคิดต่อระบบเศรษฐกิจด้วย

ประเทศที่มีเศรษฐกิจ Dynamic ไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีธุรกิจล้ม

ตรงกันข้าม ธุรกิจเกิดและตายอยู่ตลอดเวลา

สิ่งสำคัญคือ บริษัทที่ไม่มีประสิทธิภาพสามารถออกจากตลาดได้เร็ว บริษัทที่มีศักยภาพสามารถปรับโครงสร้างได้ก่อนสายเกินไป และคนที่เคยล้มสามารถนำประสบการณ์กลับมาสร้างธุรกิจใหม่ได้

เศรษฐกิจที่ดีจึงไม่ใช่เศรษฐกิจที่ไม่มีความล้มเหลว แต่คือเศรษฐกิจที่ไม่ปล่อยให้ความล้มเหลวหนึ่งครั้งทำลายศักยภาพของคนไปตลอดชีวิต

Screenshot 2569-08-24 at 00.43.00.png

ด้วยเหตุนี้ สภาเอสเอ็มอีเห็นว่าประเทศไทยควรเริ่มต้นอย่างน้อย 5 เรื่อง

ประการแรก ต้องทบทวนกฎหมายและกระบวนการล้มละลายภายใต้หลัก Second Chance ให้กระบวนการ‘ฟื้นฟูกิจการ’สำหรับ SME ง่าย เร็ว และมีต้นทุนที่สามารถเข้าถึงได้ พร้อมทบทวนระยะเวลาการปลดหนี้ของผู้ประกอบการสุจริตให้เหมาะสมกับมาตรฐานสากล

ประการที่สอง ต้องสร้าง Early Warning System และ Pre-insolvency Mechanism เพราะนโยบายที่ดีที่สุดไม่ใช่การรอให้บริษัทล้มแล้วจึงเข้าไปช่วย แต่คือการเห็นสัญญาณ‘ก่อนล้ม’และเปิดโอกาสให้ปรับโครงสร้างหนี้หรือธุรกิจในขณะที่ยังมีเวลา

ประการที่สาม ประเทศไทยต้องมีระบบ Second-Chance Financing หลังจากผู้ประกอบการผ่านกระบวนการอย่างถูกต้องแล้ว เพราะการปลดหนี้แต่ยังถูกปิดประตูจากระบบการเงินไปตลอด เท่ากับให้ Fresh Start เพียงในทางกฎหมายแต่ไม่ใช่ในทางเศรษฐกิจ

แน่นอน การให้สินเชื่อไม่ควรเป็นสิทธิอัตโนมัติ ธนาคารยังต้องประเมินความเสี่ยง แต่ระบบเครดิตควรสามารถแยกแยะระหว่าง ‘คนที่เคยล้ม’ กับ ‘คนที่ไม่มีความสามารถในการทำธุรกิจ’ ไม่ใช่ถือว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกันทั้งหมด

ประการที่สี่ ต้องลด Stigma ของความล้มเหลว

สังคมไทยต้องเลิกมองว่า‘การปิดบริษัท’เท่ากับความพ่ายแพ้ทางศีลธรรม เพราะความล้มเหลวทางธุรกิจจำนวนมากคือผลลัพธ์ธรรมดาของการแข่งขัน

ประการสุดท้าย ไทยควรบรรจุเรื่อง Second Chance เข้าไปในวาระการปฏิรูปเพื่อเข้า OECD อย่างจริงจัง พร้อมสร้างตัวชี้วัดว่าในแต่ละปี ผู้ประกอบการที่ผ่านกระบวนการล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการสามารถกลับมาเปิดธุรกิจใหม่ได้กี่ราย สร้างงานใหม่กี่ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนมาเท่าใด

เพราะท้ายที่สุด การให้โอกาสครั้งที่สองแก่ผู้ประกอบการไม่ได้หมายถึงการอุ้มธุรกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่ได้หมายถึงการให้คนไม่ต้องรับผิดชอบต่อหนี้ของตัวเอง

มันหมายถึงการยอมรับความจริงง่ายๆ ข้อหนึ่งว่า

‘บริษัทสามารถตายได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องทำให้ผู้ประกอบการตายตามบริษัทไปด้วย’

ประเทศไทยใช้‘เงินมหาศาล’ทุกปีในการสร้างผู้ประกอบการใหม่ ส่งเสริม Startup พัฒนาทักษะ SME และสร้าง Entrepreneur รุ่นใหม่

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เรากลับปล่อยให้คนที่มีประสบการณ์จริง เคยสร้างธุรกิจจริง เคยจ้างงานจริง และเคยผ่านความล้มเหลวจริง ‘หลุดออกจากระบบ’ไปอย่างถาวร

นี่อาจเป็นความสิ้นเปลืองทางเศรษฐกิจที่แพงกว่าที่เราคิด

ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเลิกถามเพียงว่า

‘เราจะช่วย SME ที่กำลังจะล้มอย่างไร’

แล้วเริ่มถามคำถามใหม่ที่สำคัญไม่แพ้กันว่า

‘ถ้าเขาล้มแล้ว เราจะทำอย่างไรให้เขาลุกขึ้นมาแข่งขันได้อีกครั้ง’

เพราะเครื่องจักรเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย อาจไม่จำเป็นต้องสร้างขึ้นจากคนรุ่นใหม่ทั้งหมด

บางส่วนอาจเป็นเครื่องจักรเดิมที่เคยล้ม

แต่กลับมาใหม่ด้วยประสบการณ์ที่มากกว่าเดิม

สุปรีย์ ทองเพชร

ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี)

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/thai-smes-ouncil-sme-oecd-second-chance-financing-supree&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hnzQwxFI93kNgAC5ctSU0