ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยี AI การจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ และเม็ดเงินลงทุนที่กำลังไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต “ประเทศไทย” กำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยจะสามารถดึงดูดเงินลงทุนเข้ามาได้มากแค่ไหน แต่คือ จะใช้โอกาสจากเงินทุน เทคโนโลยี และฐานอุตสาหกรรมที่มีอยู่ เพื่อสร้างการเติบโตรอบใหม่ “Re-invent Thailand” ได้อย่างไร
“กรุงเทพธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “อาร์โนด์ ดูปัวซาต์” (Arnaud Dupoizat) ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียตะวันออก บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) ซึ่งเป็นองค์กรด้านการพัฒนาภาคเอกชนของกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ถึงมุมมองต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย โอกาสจาก AI ดาต้าเซนเตอร์ และอีวี ตลอดจนโจทย์สำคัญในการเปลี่ยนคลื่นการลงทุนครั้งใหม่ให้สร้างงาน เพิ่มผลิตภาพ และพาไทยขยับขึ้นไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง
เศรษฐกิจโลกโตช้า โจทย์น่ากังวลคือ ‘งาน’
ดูปัวซาต์เริ่มต้นด้วยการฉายภาพเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากการเติบโตที่ชะลอลง ท่ามกลางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยกลุ่มธนาคารโลกคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวราว 2.5% ในปีนี้ ขณะที่เงินเฟ้อโลกจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4% จากแรงกดดันทั้งราคาพลังงาน และความเสี่ยงที่ราคาอาหารจะสูงขึ้นจากวิกฤติปุ๋ย และราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น
สำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา คาดว่าการเติบโตจะชะลอลงเหลือราว 3.5% ซึ่งจะเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19
อย่างไรก็ตาม หากมองข้ามความผันผวนในระยะสั้นไป ดูปัวซาต์ ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าก็คือ “วิกฤติการจ้างงาน” (Jobs Crisis) ที่กำลังก่อตัวขึ้นในระยะยาว โดยในช่วง 10 ปีข้างหน้า จะมีคนหนุ่มสาวราว 1.2 พันล้านคน เข้าสู่ตลาดแรงงานในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา แต่คาดว่าจะมีการสร้างงานใหม่เพียงประมาณ 400 ล้านตำแหน่ง
“ช่องว่างดังกล่าวมีขนาดใหญ่มาก และนี่คือหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดที่เรามองว่าจะต้องรับมือในระยะยาว นอกเหนือจากปัญหาการเติบโตที่ชะลอลงในระยะสั้น”
แนวทางดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งคมนาคม พลังงาน ถนน และโครงสร้างพื้นฐานในเมือง ควบคู่กับการลงทุนในทุนมนุษย์ทั้งการศึกษา ทักษะ และสาธารณสุข การปรับกฎระเบียบ และนโยบายให้เอื้อต่อการเติบโตของภาคเอกชน ตลอดจนการระดมเงินทุนภาคเอกชนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน กลุ่มธนาคารโลกยังมองเห็นศักยภาพการสร้างการเติบโตและการจ้างงานใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน เกษตรและธุรกิจเกษตร สาธารณสุข การท่องเที่ยว และ การผลิตมูลค่าสูง (Higher Value Manufacturing)
‘พื้นฐาน’ ไทยแกร่งพร้อมต่อยอดใหม่
เมื่อกลับมามองประเทศไทย ดูปัวซาต์มองว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตค่อนข้างช้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับหลายประเทศเพื่อนบ้าน แต่ปัญหาของไทยไม่ได้อยู่ที่การขาด “พื้นฐาน” ที่แข็งแกร่ง
“ประเทศไทยไม่ได้มีปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอ จริงๆ แล้วไทยเริ่มต้นจากสถานะที่มีจุดแข็ง ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง และกำลังแรงงานที่มีคุณภาพ”
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ การลงทุนทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนชะลอตัวลง ขณะที่การเติบโตของผลิตภาพก็ลดลง ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญสำหรับประเทศที่มีฐานการผลิตแข็งแกร่งอย่างไทย
อีกด้านหนึ่ง ปัจจัยด้าน “ประชากร” ที่เคยเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยกำลังกลับกลายเป็นแรงฉุด จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยและอัตราการเกิดที่อยู่ในระดับต่ำมาก ขณะที่การเติบโตที่เกิดขึ้นยังมีลักษณะกระจุกตัว ทั้งในเชิงพื้นที่โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และในกลุ่มบริษัทที่มีผลิตภาพสูงเพียงบางส่วน
การเติบโตดังกล่าวยังไม่กระจายลงไปถึงผู้ประกอบการ MSMEs และบริษัทขนาดกลางอย่างทั่วถึง ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ยังมีผลิตภาพต่ำกว่า และไม่ได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระดับเดียวกับบริษัทชั้นนำ
3 โจทย์พาไทยสู่ประเทศรายได้สูง
สำหรับเป้าหมายการก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 ดูปัวซาต์ระบุว่า กลุ่มธนาคารโลกสนับสนุนความมุ่งมั่นดังกล่าวของไทย แต่การไปถึงเป้าหมายในช่วงเวลาอีกเพียงกว่าหนึ่งทศวรรษจำเป็นต้องเร่งดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญ
ด้านแรกคือ การลงทุนต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเติบโต ทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนสามารถเติบโตได้
ด้านที่สองคือ “ทุนมนุษย์” (Human capital) โดยไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญ และลงทุนเพิ่มเติมทั้งในด้านทักษะใหม่และการศึกษา ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
ขณะที่ด้านที่สามคือ การรักษา “แรงส่ง” ของการปฏิรูปเศรษฐกิจและกฎระเบียบ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีการแข่งขันมากขึ้น และเปิดพื้นที่ให้บริษัทใหม่ที่มีพลวัตสามารถเกิด และเติบโตขึ้นได้
“เราสนับสนุนความมุ่งมั่นของประเทศไทยที่จะก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 ซึ่งอยู่ใกล้มากแล้ว สิ่งสำคัญคือ การทำให้แน่ใจว่าประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น พร้อมทั้งลงทุนในทุนมนุษย์ และเดินหน้าการปฏิรูปเศรษฐกิจ และกฎระเบียบอย่างต่อเนื่อง”
ดาต้าเซนเตอร์ต้องไม่จบแค่ ‘เงินลงทุน’
ท่ามกลางคลื่นการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งดาต้าเซนเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และรถยนต์ไฟฟ้า ผู้บริหาร IFC มองว่าไทยมีศักยภาพสูง และยุทธศาสตร์ในการดึงดูดอุตสาหกรรมเหล่านี้ถือเป็นทิศทางที่น่าสนใจ เพราะไทยกำลังต่อยอดจากจุดแข็งที่มีอยู่เดิม ทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง และสถานะหนึ่งในฐานการผลิตรถยนต์ชั้นนำของภูมิภาค
แต่สำหรับดาต้าเซนเตอร์ เขาย้ำว่า “การได้รับเงินลงทุน” ไม่ควรเป็นเป้าหมายในตัวมันเอง
“การได้รับเงินลงทุนในดาต้าเซนเตอร์ไม่ใช่เป้าหมายในตัวมันเอง การลงทุนเหล่านี้ต้องถูกนำมาใช้เพื่อสร้างงานให้คนไทย และสร้างประโยชน์ให้กับบริษัทไทย”
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมีดาต้าเซนเตอร์ตั้งอยู่ในประเทศไทย แต่ต้องทำให้ AI ที่อยู่เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเหล่านี้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในระบบเศรษฐกิจไทย สร้างงานในประเทศ และถูกนำไปใช้โดยบริษัทไทยจำนวนมากขึ้น
“สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการดึงดูดการลงทุนในดาต้าเซนเตอร์ แต่ต้องทำให้ AI ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางมากขึ้นในเศรษฐกิจภายในประเทศ และสร้างงานในประเทศ เราต้องทำให้บริษัทจำนวนมากขึ้นนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ และต้องมียุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมเพื่อให้ภาคเอกชน รวมถึงภาคการผลิต นำ AI ไปใช้เพื่อยกระดับการผลิตอย่างแท้จริง”
สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ไทยเองก็มีต้นทุนเดิมที่แข็งแกร่ง โดยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของอาเซียน และประมาณ 10% ของการผลิตรถยนต์ในไทยเป็นอีวีแล้ว
ดังนั้น โจทย์ต่อไปไม่ใช่เพียงการรักษาฐานการผลิตเดิม แต่คือ การทำให้ไทยสามารถ ขยับขึ้นไปในห่วงโซ่มูลค่า ของการผลิตมูลค่าสูง และห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งดูปัวซาต์มองว่าเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต
ไทยไม่ขาด ‘เงินทุน’ แต่ต้องใช้ให้ถูกที่
คำถามสำคัญจึงตามมาว่า ไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงขึ้นหรือไม่
ผู้บริหาร IFC ชี้ว่า อีกหนึ่งจุดแข็งของประเทศไทยคือ “ภาคการเงินและตลาดทุนที่มีความลึก” ดังนั้น โจทย์ไม่ได้อยู่เพียงการหาเงินทุนใหม่ แต่คือการทำให้เงินออม และเงินทุนที่ไทยมีอยู่ถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่สามารถสร้างผลิตภาพได้มากที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา “ยังไม่ได้ใช้ให้ถูกที่มากนัก”
“ภาคการเงินและตลาดทุนของไทยมีความลึกมาก ดังนั้น โจทย์คือ การทำให้แน่ใจว่าเงินออมและเงินทุนของไทยถูกนำไปใช้ในทิศทางเหล่านี้ เพราะที่ผ่านมา ผลิตภาพหรือการลงทุนไม่ได้ถูกนำไปสู่การใช้ประโยชน์ที่สร้างผลิตภาพสูงที่สุดเสมอไป”
แต่การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะไม่สมบูรณ์ หากผลประโยชน์ยังคงกระจุกตัวอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทชั้นนำเพียงไม่กี่แห่ง
“หากต้องการให้การเติบโตมีความทั่วถึง ผลประโยชน์ไม่สามารถตกอยู่กับบริษัทชั้นนำเพียง 1-2% เท่านั้น เทคโนโลยีอย่าง AI ต้องถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางขึ้นโดยบริษัทไทย และ SMEs และต้องทำให้บริษัทเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลกหรือบริษัทข้ามชาติได้”
AI โอกาสใหญ่ที่ไทยยังใช้ไม่เต็มที่
เมื่อถามถึงโอกาสที่ประเทศไทยอาจกำลัง “ประเมินต่ำเกินไป” ดูปัวซาต์ชี้ไปที่ AI โดยมองว่า หนึ่งในโอกาสสำคัญที่สุดคือการนำ AI เข้ามายกระดับฐานการผลิตของไทย โดยเฉพาะอีวี และการผลิตมูลค่าสูง เพื่อทำให้ไทยยังคงเชื่อมโยงกับตลาดและห่วงโซ่มูลค่าโลกได้ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขัน
ขณะเดียวกัน AI จะต้องถูกฝังเข้าไปในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างกว้างขวางขึ้น และกลายเป็นเครื่องยนต์ของนวัตกรรม โดยเฉพาะการสร้างบริษัทใหม่ และบริษัทที่มีพลวัต เพื่อให้ประเทศไทยมีเครื่องยนต์การเติบโตอื่นๆ เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการพึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง
อย่างไรก็ตาม ช่องว่างของไทยยังมีอยู่มาก โดยดูปัวซาต์อ้างถึงข้อมูลที่ระบุว่า บริษัทไทยเพียงประมาณ 12% ใช้ AI ขณะที่ไทยยังขาดแคลนบุคลากรด้าน AI อีกราว 80,000 คน
“มีตัวเลขหนึ่งที่ชัดเจนมาก คือ มีบริษัทไทยเพียง 12% ที่ใช้ AI ซึ่งถือว่าต่ำมาก ขณะเดียวกัน เราประเมินว่าไทยยังขาดบุคลากรด้าน AI อยู่ประมาณ 80,000 คน คำถามจึงอยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะสร้างหรือดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเหล่านี้เข้ามาได้อย่างไร เพื่อให้สามารถคว้าโอกาสจาก AI ได้”
‘ภูมิอากาศ-พลังงาน’ สองความเสี่ยงไทย
ในอีกด้านของโอกาสคือ ความเสี่ยง ซึ่งดูปัวซาต์มองว่าประเทศไทยมีโจทย์สำคัญที่ท้าทาย 2 ด้านคือ ความสามารถในการรับมือกับ “ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ” และ “ด้านพลังงาน”
ในมิติแรก ไทยมีความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยเฉพาะ “น้ำท่วม” ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจประมาณ 2 ใน 3 ของจีดีพี กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมหาอุทกภัยปี 2011 เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นแล้วว่า ความเสี่ยงดังกล่าวสามารถสร้างผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจได้เพียงใด
ดังนั้น นอกจากการปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน และสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจแล้ว การกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจออกไปสู่ “เมืองรอง” ก็เป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญ
ส่วนด้านพลังงาน ไทยยังต้องนำเข้าเชื้อเพลิงส่วนใหญ่ ขณะที่ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ยังมีสัดส่วนเพียงประมาณ 5% การกระจายแหล่งพลังงาน และโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าจึงมีความสำคัญต่อความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงของไทยในอนาคต
FDI ต้องเปลี่ยนเป็น ‘งาน-ผลิตภาพ’
แม้โลกกำลังเผชิญความขัดแย้ง และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น แต่ดูปัวซาต์ไม่ได้มองว่าประเด็นนี้เป็นความเสี่ยงของประเทศไทยเพียงด้านเดียว แต่ยังเป็นโอกาส และสินทรัพย์อย่างหนึ่งของประเทศ และช่วยให้ไทยสามารถได้รับประโยชน์จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ผ่านวัฏจักรเศรษฐกิจต่างๆ ขณะที่อาเซียนเองก็เป็นภูมิภาคที่มีการเติบโต และความมั่งคั่งร่วมกันมากกว่าหลายภูมิภาค
“ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จึงไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ ที่เรากังวลมากที่สุดสำหรับประเทศไทย สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญจริงๆ คือ ทำอย่างไรให้การเติบโตมีความทั่วถึง และยั่งยืน”
โจทย์ดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญในช่วงที่เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศกำลังไหลเข้าสู่ไทย เพราะดูปัวซาต์ย้ำว่า FDI เพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เกิดการสร้างงานหรือเพิ่มผลิตภาพขึ้นโดยอัตโนมัติ
สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นควบคู่กันคือ โครงสร้างพื้นฐานที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของเศรษฐกิจ การลดคอขวดด้านโลจิสติกส์ ระบบไฟฟ้าที่สามารถสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพของภาคการผลิต รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเชื่อมโยงระหว่างบริษัทไทยกับห่วงโซ่มูลค่าโลก
เมื่อมองทั้งหมดตั้งแต่ดาต้าเซนเตอร์ AI อีวี เงินทุน ไปจนถึง FDI โจทย์ของไทยจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกว่าจะรับหรือไม่รับการลงทุนใหม่ แต่คือ การทำให้การลงทุนเหล่านี้ “ลงลึก” ไปถึงเศรษฐกิจไทย เชื่อมบริษัทไทย และ SMEs เข้ากับเทคโนโลยี และห่วงโซ่มูลค่าใหม่ สร้างงาน เพิ่มผลิตภาพ และทำให้ผลประโยชน์จากการเติบโตไม่ได้กระจุกอยู่เพียงบางบริษัทหรือบางพื้นที่
และท้ายที่สุด ดูปัวซาต์มองว่า สิ่งที่สำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าเศรษฐกิจไทยจะมีจีดีพี “โตเท่าไร” แต่คือไทยจะสร้างการเติบโตแบบใด
“สิ่งสำคัญคือ คุณภาพของการเติบโต และความกว้างของการเติบโต ว่าผลประโยชน์จากการเติบโตนั้นจะถูกแบ่งปันออกไปได้กว้างแค่ไหน”
พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1251228&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YluUfXNdzgFJLAAJFzdt

