กนง.กั๊กกระสุน รอดูน้ำมันโลก แนะรัฐขยับราคาขั้นบันได หากกองทุนรับมือไม่ไหว
รศ.ดร.สมชาย นักวิชาการประเมิน กนง. 29 เม.ย.นี้ มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย เก็บกระสุน 1% รับความเสี่ยงน้ำมันโลกพุ่งจากตะวันออกกลาง พร้อมเสนอรัฐทยอยขยับราคาน้ำมันแบบขั้นบันได หากกองทุนรับมือไม่ไหว
ท่ามกลางแรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่ดันราคาพลังงาน และอัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้น ส่งผลให้ทิศทางดอกเบี้ยโลกยังไร้ความชัดเจน “สำนักข่าวโพสต์ทูเดย์” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง” เพื่อถอดรหัสทิศทางเศรษฐกิจไทยในวันที่โลกกำลังเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” โดยเฉพาะหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยกองทุนเฟดไว้ที่ 3.5%-3.75% ซึ่งย่อมส่งแรงสะเทือนมาถึงการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของไทยด้วย
เฟดเบรกดอกเบี้ยขาลง เมื่อ “น้ำมัน” กลายเป็นตัวแปรสำคัญ
รศ.ดร.สมชาย มองว่าการที่เฟดคงอัตราดอกเบี้ยไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคง “คาราคาซัง” และไม่รู้จะจบลงเมื่อใด
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การเข้าสู่เฟดที่เริ่มมีการโจมตีโรงกลั่นและแหล่งแก๊ส ซึ่งผลักดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
“แนวโน้มที่บอกว่าจะมีการลดดอกเบี้ยตอนนี้จบลงชั่วคราว เพราะเฟดต้องกลับมาดูสถานการณ์เงินเฟ้อและเศรษฐกิจอีกครั้ง หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่ามีการรบกันหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเมื่อเหตุการณ์จบลงแล้ว ราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่เท่าไหร่ เพราะหากราคาน้ำมันเฉลี่ยขยับจากเดิมเฉลี่ย 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 70 กว่าเหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือรุนแรงกว่านั้น เงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นแน่นอน จนเฟดอาจจะไม่ลดดอกเบี้ย หรือในกรณีเลวร้ายอาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยด้วยซ้ำ”
กนง. ไทยกับโจทย์หิน “พยุงเศรษฐกิจ” หรือ “รักษาเสถียรภาพ”
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย โจทย์ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในรอบหน้าคือ 29 เม.ย.2569 นี้ มีความซับซ้อน ดร.สมชาย ชี้ให้เห็นว่า กนง. ต้องพิจารณา 2 ด้าน
ด้านหนึ่งเศรษฐกิจไทยย่ำแย่จนต้องการการกระตุ้นด้วยการลดดอกเบี้ย แต่อีกด้านก็มีความเสี่ยงสูงจากเงินเฟ้อและราคาสินค้าที่อาจดีดตัวตามราคาน้ำมัน
“คิดว่าโอกาสเป็นแบบครึ่งต่อครึ่ง แต่แนวโน้มคือ ยังไม่ลดดอกเบี้ย เพราะเราเพิ่งปรับลดไป และสถานการณ์น้ำมันยังไม่นิ่ง ที่สำคัญเราต้องรักษา “กระสุน” ซึ่งตอนนี้เหลืออยู่เพียง 1% เท่านั้น”
รศ.ดร.สมชายเชื่อว่า กนง.ในรอบที่จะถึงนี้จะเลือกใช้ท่าที “Wait and See” เพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์ก่อน
เงินบาทอ่อนค่า กับชะตากรรมดอลลาร์สหรัฐฯในระยะยาว
ในส่วนของค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง ระบุว่าเป็นผลมาจากดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้น เพราะตลาดคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะไม่ลดลงง่ายๆ และคนเริ่มหันมาถือดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงพันธบัตรในฐานะ Safe Haven แทนทองคำที่เริ่มอยู่ในช่วงทรงตัว
อย่างไรก็ตาม ในเชิงโครงสร้างยังมองว่า ดอลลาร์สหรัฐฯอยู่ในช่วง “ขาลง” เนื่องจากหลายประเทศพยายามลดการพึ่งพาดอลลาร์ เพราะสหรัฐฯ มักใช้ค่าเงินเป็นเครื่องมือทำร้ายเศรษฐกิจประเทศอื่น
ข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล “กลยุทธ์รับมือน้ำมันแพง”
1.การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดย รศ.ดร.สมชายให้น้ำหนักกับการใช้เครื่องมือนี้ก่อน โดยระบุว่าแม้จะมีการใช้ไปบ้างแล้วแต่ กองทุนน้ำมันยังมี “ช่องว่าง” ให้บริหารจัดการได้อยู่ เพื่อช่วยพยุงราคาในเบื้องต้น
2.การบริหารราคาน้ำมันแบบขั้นบันได หากสถานการณ์รุนแรงจนกองทุนน้ำมันฯ รับภาระไม่ไหว แนะนำให้ใช้วิธี ทยอยปรับขึ้นราคาดีเซลทีละน้อย เช่น ปรับขึ้นครั้งละ 50 สตางค์ เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนรุนแรงเกินไปและช่วยลดภาระกองทุน
3.มาตรการประหยัดพลังงานและการหาแหล่งพลังงานทดแทน รัฐบาลควรขอความร่วมมือหรือบังคับใช้มาตรการประหยัดพลังงาน คล้ายช่วงโควิด และเร่งหาแหล่งพลังงานจากที่อื่น เช่น สหรัฐฯ, แอฟริกา, มาเลเซีย หรือรัสเซีย เพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลางที่มีความเสี่ยงสูง
4.มาตรการทางภาษีและการกู้เงิน โดยการออก พ.ร.ก. ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้เสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อช่วยตรึงราคา ซึ่ง 2 มาตรการนี้ ล้วนเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบตามความเหมาะสมของฐานะการคลัง เนื่องจากปัจจุบันไทยมีหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูงที่ 66.7% ต่อจีดีพี
5.การควบคุมราคาสินค้า กำชับให้กระทรวงพาณิชย์ดูแลไม่ให้ผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในช่วงน้ำมันแพง
เนื่องจากวิกฤตครั้งนี้อาจเป็นการบริหารสถานการณ์ชั่วคราวเพียง 1-2 เดือน รัฐบาลจึงต้องเตรียม Factor in หรือนำราคาน้ำมันเฉลี่ยที่สูงขึ้น มาคำนวณเพื่อปรับโครงสร้างการบริหารเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังให้รองรับอัตราการเติบโตที่อาจลดลงด้วย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/739607&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0axoZhVGxWkyS4-qnSeEKM

