• Sun. Aug 9th, 2026

USO 3 งบ 5.8 พันล้าน วัดใจ กสทช. ประมูลรอบใหม่

uso-3-งบ-58-พันล้าน-วัดใจ-กสทช.-ประมูลรอบใหม่USO 3 งบ 5.8 พันล้าน วัดใจ กสทช. ประมูลรอบใหม่

USO 3 งบ 5.8 พันล้าน วัดใจบอร์ด กสทช.

เมื่ออินเทอร์เน็ตชายขอบไม่ใช่แค่เรื่อง ‘ใครได้งาน’ แต่คือบททดสอบการใช้เงินเพื่อประโยชน์สาธารณะ

โครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง USO ระยะที่ 3 หรือ USO 3 กำลังเดินเข้าสู่ช่วงสำคัญ ด้วยวงเงินลงทุนประมาณ 5.8 พันล้านบาท เพื่อขยายบริการโทรคมนาคมพื้นฐานให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ชุมชนชนบท และพื้นที่ชายขอบที่โครงข่ายเชิงพาณิชย์อาจยังเข้าไม่ถึง

แต่โจทย์ของ USO 3 วันนี้ไม่ได้อยู่เพียงว่า ‘บริษัทไหนจะได้งาน’

เพราะตลอดเส้นทางตั้งแต่การประมูลรอบแรก การยกเลิกการประกวดราคา ไปจนถึงการเปิดประมูลใหม่ในปี 2569 ได้สะท้อนคำถามสำคัญทั้งเรื่องเงื่อนไขการประมูล การตรวจสอบคุณสมบัติ การแข่งขันด้านราคา และความต่อเนื่องของกระบวนการตัดสินใจ

ยิ่งในช่วงที่สถานะของประธาน กสทช. ถูกตั้งคำถาม และโครงสร้างการทำงานของบอร์ดกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน USO 3 จึงกลายเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ต้องจับตาว่า บอร์ด กสทช. จะเดินหน้าตัดสินใจอย่างไร ภายใต้เงื่อนไขที่ทุกขั้นตอนต้องพิสูจน์ได้ทั้งในด้านกฎหมาย ความคุ้มค่า และประโยชน์ต่อประชาชน

5.8 พันล้าน กับภารกิจลดความเหลื่อมล้ำดิจิทัล

USO หรือ Universal Service Obligation มีเป้าหมายสำคัญคือทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการโทรคมนาคมพื้นฐานอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะพื้นที่ที่การลงทุนเชิงพาณิชย์อาจไม่จูงใจผู้ประกอบการ

สำหรับ USO 3 มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและตะวันตก และภาคใต้

ภารกิจจึงไม่ได้จบที่การติดตั้งสายหรือเปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ต แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานที่จะสนับสนุนทั้งการศึกษา การสาธารณสุข การทำธุรกิจ การเข้าถึงบริการภาครัฐ ตลอดจนการลดช่องว่างระหว่างคนเมืองกับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

ด้วยเหตุนี้ เงิน 5.8 พันล้านบาทจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงงบจัดซื้อจัดจ้าง แต่เป็นเงินที่ต้องแปลงให้เกิด “ผลตอบแทนทางสังคมและเศรษฐกิจ” ในพื้นที่เป้าหมาย

จากประมูลรอบแรก สู่การเริ่มต้นใหม่

จุดที่ทำให้ USO 3 ถูกจับตามองมากขึ้น คือโครงการไม่ได้เดินหน้าแบบราบรื่นตั้งแต่ต้น

การประมูลรอบแรกเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2568 ก่อนที่ กสทช. จะประกาศยกเลิกการประกวดราคาในเดือนมีนาคม 2569 และกลับมาเปิดประมูลใหม่ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 โดยกำหนดเสนอราคาในวันที่ 29 มิถุนายน 2569

การยกเลิกการประมูลไม่ได้หมายถึงเพียงการเริ่มกระบวนการใหม่ แต่หมายถึง เวลาและต้นทุนของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการที่ประชาชนในพื้นที่เป้าหมายต้องรอการเข้าถึงบริการออกไปอีก

ดังนั้น คำถามที่ควรถูกถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “รอบใหม่ใครชนะ” แต่ต้องย้อนกลับไปดูด้วยว่า “ทำไมรอบแรกจึงต้องยกเลิก”

‘ราคาต่ำสุด’ ไม่พอ ต้องผ่านเกณฑ์แข่งขันและคุณภาพ

อีกประเด็นสำคัญของการประมูลรอบใหม่ คือกรณีของ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ซึ่งเสนอราคาต่ำสุดในกลุ่ม 2 และกลุ่ม 3 แต่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจากประเด็นเกี่ยวกับผลงานและเอกสารประกอบ

กรณีนี้สะท้อนหลักการสำคัญของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐว่า ราคาต่ำที่สุดไม่ได้หมายความว่าจะได้รับงาน หากไม่ผ่านเงื่อนไขคุณสมบัติและข้อกำหนดทางเทคนิค

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็เกิดคำถามเชิงนโยบายตามมาว่า เงื่อนไขใน TOR มีความชัดเจนเพียงใด และข้อกำหนดด้านผลงานมีความจำเป็นต่อคุณภาพและความเสี่ยงของโครงการมากน้อยเพียงใด

เพราะ TOR ที่เข้มงวดเกินความจำเป็นอาจจำกัดการแข่งขัน ขณะที่ TOR ที่หลวมเกินไปก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อคุณภาพและความสามารถในการส่งมอบบริการ

โจทย์จึงอยู่ที่ “ความสมดุลระหว่างการแข่งขันกับคุณภาพ”

TOR กับโจทย์การแข่งขัน ต้องชัด โปร่งใส และไม่ปิดตลาด

เมื่อมีการเปิดประมูลใหม่ สิ่งที่ควรตรวจสอบไม่ใช่เพียงรายชื่อผู้ชนะ แต่คือการเปรียบเทียบ TOR รอบเดิมกับรอบใหม่แบบข้อบทต่อข้อบท โดยเฉพาะ
• เงื่อนไขด้านผลงานของผู้เข้าประมูล
• คุณสมบัติและเอกสารประกอบ
• หลักเกณฑ์การตรวจสอบคุณสมบัติ
• วิธีประเมินราคาและข้อเสนอทางเทคนิค
• เหตุผลในการยกเลิกการประมูลรอบแรก
• และเหตุผลที่ทำให้ผลการแข่งขันรอบใหม่เปลี่ยนไป

เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นคำตอบว่า USO 3 เป็นการแข่งขันที่เปิดกว้างและเป็นธรรมเพียงใด

อีกโจทย์ใหญ่ คือ ‘ใคร’ มีอำนาจตัดสินใจ

USO 3 ยังมาอยู่ในช่วงเวลาที่ กสทช. กำลังเผชิญความไม่แน่นอนด้านสถานะของประธานบอร์ด

คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เกี่ยวกับคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ และนำไปสู่ข้อถกเถียงเกี่ยวกับสถานะการปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่การประชุมบอร์ด กสทช. ในช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากความเห็นที่แตกต่างกันในประเด็นดังกล่าว

ประเด็นนี้จึงมีความสำคัญต่อ USO 3 ในอีกมิติหนึ่ง

ไม่ใช่เพราะโครงการเกี่ยวข้องกับตัวบุคคล แต่เพราะ การจัดซื้อโครงการมูลค่าหลายพันล้านบาทจำเป็นต้องมีผู้มีอำนาจตัดสินใจที่ชัดเจน และทุกขั้นตอนต้องสามารถตรวจสอบได้

หากโครงการอยู่ในช่วงที่ต้องมีการอนุมัติ รับรอง หรือดำเนินการตามขั้นตอนสำคัญ ขณะที่โครงสร้างการบริหารของ กสทช. อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน ย่อมเกิดคำถามว่า ใครมีอำนาจดำเนินการ และการตัดสินใจนั้นมีฐานทางกฎหมายอย่างไร

นี่จึงเป็นเหตุผลที่สถานะของประธาน กสทช. กลายเป็นตัวแปรที่ต้องจับตาควบคู่กับ USO 3

ความต่อเนื่องของโครงการ กับความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ

ท้ายที่สุด USO 3 ไม่ควรผูกติดกับตัวบุคคลหรือบอร์ดชุดใดชุดหนึ่ง ไม่ว่าประธาน กสทช. จะเป็นใคร หรือองค์กรจะอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเพียงใด สิ่งที่ต้องเดินหน้าคือการทำให้ประชาชนในพื้นที่เป้าหมายได้รับบริการอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพ ในต้นทุนที่เหมาะสม และภายใต้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส

เพราะในวันที่อินเทอร์เน็ตกลายเป็น โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ไม่ต่างจากไฟฟ้าและระบบขนส่ง การนำเงิน 5.8 พันล้านบาทไปลงทุนในพื้นที่ที่ตลาดเข้าไม่ถึง ย่อมต้องตอบให้ได้มากกว่าว่า ‘ใครได้สัญญา’

ต้องตอบให้ได้ว่า ประชาชนได้อะไร

ใครได้รับงานจากเกณฑ์ใด เหตุใดการประมูลรอบแรกจึงถูกยกเลิก TOR รอบใหม่แตกต่างจากเดิมอย่างไร การแข่งขันเพียงพอหรือไม่ และสุดท้ายต้นทุนที่รัฐจ่ายสามารถเปลี่ยนเป็นคุณภาพชีวิต โอกาสทางเศรษฐกิจ และการเข้าถึงบริการดิจิทัลของประชาชนได้มากแค่ไหน

ทั้งหมดนี้คือบททดสอบของ USO 3

และในอีกมิติหนึ่ง ก็คือบททดสอบของ กสทช. ว่าสามารถบริหารโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่ได้อย่าง ต่อเนื่อง โปร่งใส มีความรับผิดชอบ และไม่สะดุดแม้อยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านขององค์กร หรือไม่

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/uso3-5-8bn-nbtc&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24xt80OhlLN-Vux5B1Zk-Y