• Tue. Mar 10th, 2026

“Portfolio” ตัวสะท้อนความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงการศึกษาไทย 

“portfolio”-ตัวสะท้อนความเหลื่อมล้ำ-การเข้าถึงการศึกษาไทย “Portfolio” ตัวสะท้อนความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงการศึกษาไทย 

“Portfolio” ตัวสะท้อนความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงการศึกษาไทย เมื่อเด็กโรงเรียนใหญ่ มีทุนทรัพย์มีโอกาสสะสมผลงาน มากกว่าเด็กโรงเรียนห่างไกล ยากจน

ระบบการคัดเลือกนักเรียนเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยของประเทศไทยในปัจจุบัน อยู่ภายใต้ระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทย (Thai University
Central Admission System) หรือ TCAS  โดยแบ่งออกเป็น 4 รอบ คือ 

  1. Portfolio เน้นการพิจารณา ความสามารถพิเศษ กิจกรรม ผลงาน รางวัล หรือเกรดเฉลี่ย โดยไม่มีการสอบข้อเขียน 
  2. Quota เน้นพื้นที่ เครือข่ายสถานศึกษา หรือความสามารถเฉพาะด้าน 
  3. Admission ใช้คะแนนสอบกลาง
  4. Direct Admission เป็นรอบสุดท้ายสำหรับสถาบันที่ยังมีที่นั่งคงเหลือ
สภาพัฒน์
เมื่อ Portfolio กลายเป็นตัวสะท้อนความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงการศึกษาไทย

และในทางปฏิบัติ รอบ Portfolio กำลังกลายเป็นช่องทางการรับสมัครหลัก ของมหาวิทยาลัยไทย
โดยสัดส่วนการรับสมัครเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก  21.5% ในปี 2561 เป็น  36.3% ในปี 2568 ขณะที่รูปแบบการรับสมัครอื่นมีแนวโน้มลดลงทั้งหมด และบางมหาวิทยาลัยเปิดรอบ Portfolio ซ้ำหลายรอบ

และถ้าเจาะไปที่ รอบ Portfolio มีข้อมูลจากรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4/2568 สภาพัฒน์ ระบุว่า  รอบ Portfolio กลายเป็นรูปแบบการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ช่วยให้สถาบันอุดมศึกษาได้ผู้สมัครที่มีศักยภาพ โดดเด่นและสอดคล้องกับความต้องการของสาขาวิชา

แต่ภายใต้การปั้น Portfolio การสะสมผลงานเหล่านั้น พบว่า  ระบบ Portfolio กลับมีแนวโน้มคัดเลือกคนเก่งที่มีต้นทุนสูง มากกว่าคนมีศักยภาพอย่างแท้จริง และอาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาของเด็กไทยบางกลุ่ม โดยมองว่า รอบ Portfolio มีแนวโน้มคัดเลือกคนเก่งที่มีต้นทุนสูง มากกว่าคนมีศักยภาพอย่างแท้จริง ดังนี้ 

เกณฑ์การยื่น Portfolio สูงขึ้นและเฉพาะตัวมากขึ้น บางคณะที่เป็นคณะเฉพาะอย่าง คณะแพทยศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ มีการปรับเกณฑ์การรับสมัครที่เข้มข้น เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น ผู้สมัครต้องมีประสบการณ์จากโครงการหรือการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ มีโครงงานวิจัยหรือผลงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง และมีคะแนนสอบภาษาในระดับสูง เช่น IELTS ไม่น้อยกว่า 7.0 หรือ TOEFL (Internet-Based) ไม่น้อยกว่า 100 คะแนน ซึ่งเหมือนเป็นการผลักภาระไปที่ต้นทุนของผู้สมัคร ทั้งค่าใช้จ่าย เวลา และโอกาสในการสะสมผลงาน

ผู้สมัครจากครัวเรือนหรือโรงเรียนที่มีทรัพยากรสูงย่อมได้เปรียบในการเตรียมตัว ในทางกลับกันผู้สมัครจากบริบทที่มีทรัพยากรจำกัดต้องแบ่งเวลาและพลังงานไปกับภาระอื่น เช่น การทำงานช่วยครอบครัว หรือการเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพเชิงโครงสร้างต่ำกว่า แม้ว่าผู้สมัครทั้งสองกลุ่ม จะมีศักยภาพใกล้เคียงกัน แต่ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรทำให้บางกลุ่มไม่สามารถแสดงศักยภาพนั้นออกมา ในรูปแบบที่ระบบการคัดเลือกมองเห็นได้อย่างเต็มที่

การจัดเตรียม Portfolio ส่งเสริมการสะสมผลงานเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ นักเรียนบางส่วนถูกผลักดันให้เร่งทำกิจกรรมภายในระยะเวลาจำกัด  เช่น การทำโครงงานวิจัยร่วมกับอาจารย์มหาวิทยาลัยเพื่อให้มีชื่อในบทความวิชาการ ทั้งที่มีส่วนร่วมจำกัด การฝึกงานระยะสั้นในหน่วยงานที่มีชื่อเสียง เพื่อหนังสือรับรองมากกว่าการเรียนรู้จริง รวมถึงการเข้าค่ายโอลิมปิกวิชาการและการแข่งขันทางวิชาการจำนวนมากเพื่อสะสมเกียรติบัตร 

แนวโน้มดังกล่าวไม่เพียงบิดเบือนเป้าหมายของการเรียนรู้แต่ยังเปิดพื้นที่ให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ เช่น ค่ายเตรียมความพร้อมในการจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน หรือบริการรับจ้างทำโครงงาน ส่งผลให้ความสามารถในการลงทุนถูกแปลงเป็นความได้เปรียบในการคัดเลือกและยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษา

โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลเสียเปรียบ ระบบ Portfolio จะเจอปัญหาการขาดแคลนครูและการโยกย้ายครูอยู่บ่อยครั้ง ทำให้การเรียนการสอนไม่ต่อเนื่อง และครูมีภาระงานสูงจนไม่สามารถดูแลหรือให้คำแนะนำเชิงลึกในการพัฒนาผลงานของนักเรียนได้อย่างเพียงพอ ในทางตรงกันข้าม โรงเรียนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์ และโรงเรียนในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สามารถจัดกิจกรรมเสริมได้อย่างเป็นระบบ

ซึ่งช่วยให้นักเรียนมีโอกาสสะสมผลงานที่สอดคล้องกับเกณฑ์การคัดเลือกโดยตรง ความแตกต่างดังกล่าวทำให้ศักยภาพของสถานศึกษาถูกถ่ายทอดไปเป็นความได้เปรียบของผู้เรียนในกระบวนการคัดเลือกผ่าน Portfolio

การสมัครรอบ Portfolio มีต้นทุนทางการเงินค่อนข้างสูงและอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเด็ก
จากครัวเรือนรายได้น้อย
ในรอบ Portfolio  มีค่าธรรมเนียมการสมัครและการสอบสัมภาษณ์ในระดับสูง โดยบางคณะมีค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 3,000 บาท 

นอกจากนี้ ผู้สมัครยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ ซึ่งอาจสูงเกือบ 8,000 บาทต่อครั้ง ค่าสมัครเข้าค่ายหรือกิจกรรมเสริมที่บางโครงการมีค่าใช้จ่ายสูงหลักหมื่น ตลอดจน
ค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าหอพัก ค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์การเรียน

การคัดเลือกผ่าน Portfolio เผชิญปัญหาด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผลงานผู้สมัคร มีช่องโหว่ให้เกิดการ ทุจริต การแอบอ้างหรือคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาใช้เป็นของตนเอง แม้การให้ข้อมูลเท็จหรือการจ้างทำ Portfolio เข้าข่ายการทุจริตและอาจมีความผิดทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติมหาวิทยาลัยจำนวนมากยังมีข้อจำกัดในการตรวจสอบรายละเอียด โดยเฉพาะในยุคที่ AI และเครื่องมือดิจิทัลทำให้การสร้าง ดัดแปลง หรือเลียนแบบผลงานทำได้ง่ายขึ้น

คอนเทนต์แนะนำ

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้ โดยในปี 2568 อว. ได้ประกาศนโยบายด้าน อุดมศึกษา ปี 2570 ขอความร่วมมือให้มหาวิทยาลัยปรับลดสัดส่วนการรับนักศึกษาผ่านรอบ Portfolio เท่าที่จำเป็น และร่วมกันพัฒนา Portfolio มาตรฐานกลาง ซึ่ง ทปอ. ได้เริ่มพัฒนาระบบ TCASFolio เป็นเครื่องมือจัดทำแฟ้มสะสมผลงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเปิดให้ทดลองใช้งานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 

ที่มา สภาพัฒน์ 

สภาพัฒน์
เมื่อ Portfolio กลายเป็นตัวสะท้อนความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงการศึกษาไทย

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/270326&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jPtNXU6kN7iTMnOAArUnq