• Sun. Mar 8th, 2026

IMF คิดบวก ชี้เศรษฐกิจโลกเปราะบาง แต่ยังเดินหน้าได้ แม้คลื่นภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าจะยังซัดแรง

รายงาน World Economic Outlook Update ฉบับล่าสุด เดือนมกราคม 2026 โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เป็น 3.3% จากเดิม 3.1% ในรายงานเดือนตุลาคม 2025 สะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกที่ ยืดหยุ่นกว่าที่คิดท่ามกลางความผันผวนด้านการเมือง การค้า และเทคโนโลยี


IMF ระบุว่าแรงพยุงสำคัญมาจากการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูง, นโยบายการคลังและการเงินที่ยังค่อนข้างผ่อนคลาย รวมถึงความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการค้าโลกได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวครั้งนี้ ไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับตลาดเกิดใหม่ และยังเปราะบางต่อความเสี่ยงใหม่ๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้น
ตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจโลก 3.3% ในปี 2026 เมื่อมองเผินๆ อาจดูเรียบ นิ่ง และไม่น่าตื่นเต้น ราวกับกราฟเส้นตรงที่ไร้จังหวะขึ้นลง แต่แท้จริงแล้ว ความนิ่งนี้คือผลลัพธ์ของแรงปะทะกันระหว่างสองกระแสใหญ่ ด้านหนึ่งคือสหรัฐฯ และเอเชียกำลังถูกพัดพาไปด้วยพายุการลงทุนด้าน AI ที่แรงจัดจนแทบไม่มีอะไรฉุดรั้งได้ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ความผันผวนของนโยบายการค้าทำหน้าที่เสมือนคลื่นลมที่คอยต้านแรงส่งนั้นไว้ ไม่ให้เศรษฐกิจโลกทะยานขึ้นได้สูงกว่านี้

เศรษฐกิจโลกโต 3.3% “ไม่ร้อนแรง แต่ไม่ทรุด”เศรษฐกิจโลกในปี 2026 ถูกนิยามโดย IMF ว่า ’Resilient’ หรือยืดหยุ่นสูงกว่าที่คาด แม้ต้องเผชิญทั้งสงครามภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนด้านการค้า และความผันผวนของพลังงาน การลงทุนด้าน AI และดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ช่วยสร้างผลผลิตใหม่ที่พยุงอัตราการเติบโตเอาไว้ได้


’อินเดีย‘ โตแรงสุดในกลุ่มเศรษฐกิจหลัก 

อินเดียยังคงเป็นดาวเด่นของเศรษฐกิจโลก ด้วยอัตราเติบโตสูงถึง 6.4% แม้ปรับขึ้นจากเดิมเพียง +0.2 จุด แต่ก็สะท้อนความแข็งแรงเชิงโครงสร้าง ทั้งจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การเติบโตของภาคบริการ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมดิจิทัล รวมถึงตลาดแรงงานวัยหนุ่มสาวขนาดมหาศาล
อินเดียจึงยังถูกมองว่าเป็น Growth Engine ตัวจริง ในโลกยุคหลังจากจีนโตกระหน่ำ

’จีน‘ ฟื้นแรงกว่าคาด 

IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจจีนเป็น 4.5% (+0.3 จุด) จากปัจจัยหนุนสำคัญ 3 ประการคือ
1. สหรัฐฯ ลดอัตราภาษีที่แท้จริงต่อสินค้าจีน หลังข้อตกลงพักรบทางการค้าเป็นเวลา 1 ปีในเดือนพฤศจิกายน
2. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่รัฐบาลจีนเตรียมดำเนินการต่อเนื่องราว 2 ปี
3. การฟื้นตัวของภาคการผลิต เทคโนโลยี และการบริโภคภายใน
แม้เศรษฐกิจจีนจะไม่กลับสู่ยุคโต 8–10% แบบในอดีต แต่ IMF มองว่าจีนกำลังเข้าสู่ระยะการเติบโตคุณภาพมากกว่าการขยายตัวเชิงปริมาณ

’สหรัฐอเมริกา‘ กลับมาคึก

เศรษฐกิจสหรัฐฯ ถูกปรับขึ้นเป็น 2.4% (+0.3 จุด) จากแรงส่งหลังเศรษฐกิจฟื้นตัวในต้นปี 2026 รวมถึงนโยบายการคลัง (One Big Beautiful Bill Act) ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนขององค์กร และการลงทุนในเทคโนโลยี เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2025 ที่ได้รับผลกระทบจาก Government Shutdown
แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการลงทุนใน AI, Semiconductor และ Green Tech กอปรกับการบริโภคภาคครัวเรือนที่ยังแข็งแกร่ง ตลอดจนตลาดแรงงานที่แม้เริ่มชะลอตัวแต่ยังไม่ถดถอย
สหรัฐฯ จึงยังคงบทบาทเสาหลักเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลก แม้ภาระหนี้และความขัดแย้งการเมืองภายในยังเป็นความเสี่ยงระยะยาว

‘สหราชอาณาจักร‘ ทรงตัว

เศรษฐกิจอังกฤษถูกคาดการณ์ไว้ที่ 1.3% โดยไม่เปลี่ยนแปลงจากรายงานเดิม สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่ยังสูง ความไม่แน่นอนด้านการค้าและแรงงานหลัง Brexit รวมถึงการบริโภคภายในที่ยังไม่กลับมาเต็มกำลังอังกฤษจึงอยู่ในโหมดประคองตัวมากกว่าที่จะกลับมาเฉิดฉาย

’รัสเซีย‘ ถูกปรับลด โตต่ำ 1%

รัสเซียเป็นประเทศเดียวในกลุ่มนี้ที่ถูกปรับลดคาดการณ์ เหลือ 0.8% (-0.2 จุด) จากแรงกดดันสะสมของมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและเงินทุน ตลอดจนต้นทุนการทำสงครามที่กัดกินเสถียรภาพการคลัง
IMF มองว่าเศรษฐกิจรัสเซียกำลังอยู่ในภาวะโตต่ำยืดเยื้อ และมีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างสูงในระยะยาว

‘ฝรั่งเศส’ ฟื้นช้าแต่มีสัญญาณดี 

เศรษฐกิจฝรั่งเศสถูกปรับขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.0% (+0.1 จุด) จากแรงหนุนของการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนในพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานการฟื้นตัวของภาคบริการและการท่องเที่ยว แม้ยังไม่โดดเด่น แต่ก็สะท้อนว่าเศรษฐกิจยุโรปบางประเทศเริ่มตั้งหลักได้ดีขึ้น

‘เยอรมนี‘ เริ่มตื่น แต่ยังเหนื่อยหนัก

เยอรมนี ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็น “คนป่วยแห่งยุโรป” ในช่วงพลังงานแพงและอุตสาหกรรมชะลอ ถูก IMF ปรับขึ้นเป็น 1.1% (+0.2 จุด) จากการฟื้นตัวของภาคการผลิตและการส่งออก การลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียวและพลังงานสะอาดการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานหลังยุคสงครามรัสเซีย-ยูเครน 
นี่คือสัญญาณบวกเล็กๆ ว่ายักษ์ที่หลับใหลมานานอาจจะกำลังเริ่มตื่นและลืมตาขึ้นช้าๆ กระนั้นในภาพรวมยุโรปยังคงเดินต้วมเตี้ยม ด้วยคาดการณ์จีดีพีโตที่ 1.3% แม้สเปนและไอร์แลนด์จะทำผลงานได้ดี แต่อย่างที่บอกว่ายักษ์ใหญ่อย่างเยอรมนียังคงเหนื่อยหอบ โดยเฉพาะจากราคาพลังงานที่ยังคงหลอกหลอน (ต่อให้ลงทุนในพลังงานสีเขียวแล้ว แต่ก็ไม่สามารถครอบคลุมความต้องการทั้งหมดของประเทศได้ทันการณ์) และภาคการผลิตที่ขาดความคล่องตั

’ญี่ปุ่น‘ โตช้าแต่เสถียร 

ญี่ปุ่นถูกปรับขึ้นเล็กน้อยเป็น 0.7% (+0.1 จุด) สะท้อนการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการบริโภคภายในที่ฟื้นตัวหลังเงินเฟ้อเริ่มทรงตัว การส่งออกเทคโนโลยีและเครื่องจักร รวมถึงการท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่กลับมาคึกคัก
อย่างไรก็ดี ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างประชากรสูงวัยและแรงงานหดตัว ยังคงจำกัดศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

‘ไทย’ สะดุดกลางทาง แต่ยังไม่หลุดโค้ง

IMF คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% ในปี 2025 ชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 2026 และฟื้นกลับมาเป็น 2.2% ในปี 2027 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่ การส่งออกที่ซบเซา และภาวะการเงินที่ตึงตัว แม้จะมีแรงพยุงบางส่วนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลง
เศรษฐกิจไทยจึงยังเผชิญความเสี่ยงด้านลบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเป็นไปได้ของการทบทวนการลงทุนด้าน AI และความไม่แน่นอนด้านนโยบายของสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำ สนับสนุนท่าทีผ่อนคลายของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ IMF แนะนำให้เดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้างด้านการค้า ผลิตภาพ และการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว


โลกในปี 2026 กำลังยืนอยู่บนรอยแยกของความมั่งคั่ง รายงานฉบับล่าสุดจาก IMF เผยภาพรวมที่ดูเหมือนจะสงบ แต่เนื้อในกลับเต็มไปด้วยกระแสคลื่นที่พร้อมจะซัดให้เรือทุกลำโคลงเคลงได้ทุกเมื่อ นี่คือบทสรุปของโลกที่กำลังขับเคลื่อนด้วยพลังที่สวนทางกัน (Divergent Forces) อย่างรุนแรง


‘สงครามการค้า’ พักรบชั่วคราว หรือแค่รอเวลาปะทุ?

ความสัมพันธ์ระหว่าง จีน-สหรัฐฯ ในปี 2026 เหมือนคู่รักที่ถือมีดไว้ข้างหลัง แม้จะมีการลงนามพักรบ ลดภาษีศุลกากรและควบคุมการส่งออกชิปและแร่หายากจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2026 แต่มันก็เป็นเพียงการหยุดพักหายใจชั่วคราว นโยบายกีดกันทางการค้ายังคงเป็นระเบิดเวลาที่รอวันถอดสลัก ซึ่ง IMF เตือนว่าหากความตึงเครียดนี้กลับมาปะทุอีกครั้ง ห่วงโซ่อุปทานโลกพังพินาศแน่นอน


‘AI’ ฮีโร่ผู้ขี่ม้าขาว หรือฟองสบู่ลูกใหม่?

เรากำลังอยู่ในยุคที่ Magnificent 7 (กลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ได้แก่ Apple, Microsoft, Alphabet (Google), Amazon, Nvidia, Meta Platforms (Facebook) และ Tesla กลุ่มนี้ถูกมองว่าเป็นหัวรถจักรของตลาดหุ้นยุค AI และเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของดัชนี S&P 500 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ Nvidia, Microsoft และ Alphabet ที่ได้อานิสงส์จาก AI โดยตรง) ทิ้งห่างหุ้นตัวอื่นๆ แบบไม่เห็นฝุ่น กราฟการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้พุ่งสูงเสียดฟ้า สวนทางกับตลาดโดยรวม นี่คือดาบสองคม! หากผลผลิตจาก AI ไม่สามารถจับต้องได้จริงตามที่นักลงทุนคาดหวัง เราอาจได้เห็นการปรับฐานของตลาดเงินที่รุนแรงจนสะเทือนไปถึงความมั่งคั่งของครัวเรือนทั่วโลก

เงินเฟ้อลดลง แต่ค่าครองชีพยังคงสูงเสียดฟ้า

ข่าวดีคือเงินเฟ้อทั่วโลกกำลังค่อยๆ ดิ่งหัวลงจาก 4.1% ในปี 2025 เหลือ 3.8% ในปี 2026 แต่สำหรับชาวบ้านเดินถนน ตัวเลขนี้ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะค่าครองชีพยังคงค้างฟ้า โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่ความกังวลเรื่องเงินในกระเป๋ายังเป็นปัญหาใหญ่ แม้ราคาพลังงานมีแนวโน้มจะลดลงตามกลไกตลาดและอุปสงค์ที่ชะลอตัว แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองก็ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เราไม่อาจวางใจได้

IMF เตือน เศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง

แม้ภาพรวมจะดูดีขึ้น แต่ IMF ย้ำว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังไม่มั่นคง โดยเฉพาะ 3 ความเสี่ยงหลักคือ
1. AI จะเพิ่มผลิตภาพจริง หรือจะกลายเป็นฟองสบู่การลงทุน?
2. ความตึงเครียดทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ อาจปะทุซ้ำได้ทุกเมื่อ
3. หนี้สาธารณะและต้นทุนทางการเงิน ที่ยังอยู่ในระดับสูงในหลายประเทศ

โลกยังโตได้ แต่ไม่ใช่โลกที่ปลอดภัย

การปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเป็น 3.3% คือสัญญาณว่าโลกยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงโครงสร้าง แต่ก็ไม่ใช่โลกที่ปลอดภัยหรือมั่นคงเต็มที่เช่นกัน
ความท้าทายที่แท้จริงคือ ‘หนี้สาธารณะ’ ที่สูงลิ่วเป็นประวัติการณ์ IMF ย้ำชัดว่ารัฐบาลแต่ละประเทศต้องเร่งสร้างเกราะป้องกันทางการคลัง (Fiscal Buffers) และใช้มาตรการรัดเข็มขัดที่ได้ผลจริง โดยไม่ปล่อยให้การเมืองมาบงการจนวินัยทางการเงินพังพินาศ
นี่คือยุคของการเติบโตภายใต้ความไม่แน่นอน โลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI เทคโนโลยี และนวัตกรรม แต่ยังเปราะบางต่อสงคราม การเมือง และความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ยังไม่จบ
เศรษฐกิจโลกปี 2026 จึงไม่ได้แข่งกันว่าใครโตเร็วสุด แต่คือใครจะปรับตัวได้เร็วสุด และยืนระยะได้ยาวสุดต่างหาก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกในปี 2026 ไม่ใช่ที่สำหรับคนขลาด แต่เป็นพื้นที่สำหรับผู้ที่ปรับตัวได้ไว ใครที่เกาะกระแสเทคโนโลยีได้ทันและบริหารความเสี่ยงจากกำแพงภาษีได้ฉลาด คือผู้ที่จะรอดในสมรภูมิเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลนี้

ที่มา :


Post Views: 351

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/20/imf-global-economy-2026-growth-ai-geopolitics/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kWiBub4Y4SReAHNt_ADh_