จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ ภาพรวมสถานการณ์การค้าและการลงทุนไทย-จีน มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยจีนเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทย ต่อเนื่องติดต่อกัน 12 ปี ตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน ในปี 2567 การค้าไทย-จีน มีมูลค่าถึง 94,919.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (3.39 ล้านล้านบาท) ขยายตัว 8.2% ส่วนในด้านการลงทุน ไทยเป็นตลาดศักยภาพที่เหมาะสมในเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้จีนหันมาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ปี 2567 จีนขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 554 โครงการเพิ่มขึ้น 116.4% มูลค่าเงินลงทุน 114,067 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.2%
จากแนวโน้มการค้าและการลงทุนไทย-จีน ที่สดใส หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการลงทุน รวมไปถึงผู้ประกอบการชาวไทย จำเป็นต้องอัปเดตมาตรการด้านการค้า การลงทุน ในรูปแบบ “รู้เขารู้เรา” เพื่อเดินหน้าพัฒนาไปอย่างมีทิศทางที่ถูกต้อง
และล่าสุด จีนได้จัดการประชุม Central Economic Work Conference ประจำปี 2025 ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 10-11 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยมี ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน และคณะกรรมการถาวรกรมการเมือง พรรคคอมมิวนิสต์จีน เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย
ดังนั้น นี่จึงเป็นข่าวสารสำคัญที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมาอัปเดต เพื่อนำไปปรับใช้ วางกลยุทธ์การตลาดเพื่อบุก “ตลาดจีน” ให้ได้ในปี 2026
ทั้งนี้ ที่ประชุม Central Economic Work Conference ประจำปี 2025 ที่กรุงปักกิ่ง ได้หารือถึงทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนปี 2026 โดยเห็นว่า จีนจำเป็นต้องดึงศักยภาพทางเศรษฐกิจออกมาใช้อย่างเต็มที่ เดินหน้าทั้งนโยบายสนับสนุนและการปฏิรูปเศรษฐกิจ ควบคู่กับการขับเคลื่อนนวัตกรรม รักษาพลังของตลาดและการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ และรับมือกับความท้าทายจากภายนอกด้วยการเสริมสร้างศักยภาพจากภายในประเทศ โดยมี มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน และแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนี้

-
ใช้นโยบายเศรษฐกิจมหภาคเชิงรุกและมีพลังมากขึ้น มีเป้าหมายที่ชัดเจนและบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพ ขยายอุปสงค์ภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ปรับปรุงโครงสร้างอุปทาน และพัฒนากำลังการผลิตให้สอดคล้องกับสภาพของแต่ละพื้นที่
-
เร่งสร้างตลาดภายในประเทศที่เป็นเอกภาพ และรักษาเสถียรภาพของการจ้างงาน ธุรกิจ และตลาด เพื่อให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 15 (ปี 2026–2030) เดินหน้าได้อย่างราบรื่น
-
เดินหน้านโยบายการคลังเชิงรุกต่อไป โดยคงระดับการขาดดุลงบประมาณ หนี้สาธารณะ และขนาดการใช้จ่ายในระดับจำเป็น ควบคู่กับการปรับปรุงมาตรการจูงใจทางภาษีและเงินอุดหนุนให้เป็นมาตรฐานมากขึ้น
-
เดินหน้านโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในระดับเหมาะสม ใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น อัตราส่วนเงินสำรองและอัตราดอกเบี้ย อย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาสภาพคล่องในระบบให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
-
ส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศเพื่อสร้างตลาดภายในประเทศที่แข็งแกร่ง โดยจะผลักดันมาตรการเฉพาะเพื่อกระตุ้นการบริโภค เพิ่มอุปทานสินค้าและบริการคุณภาพสูง ยกเลิกข้อจำกัดด้านการบริโภคที่ไม่สมเหตุสมผล และปลดล็อกศักยภาพของการบริโภคภาคบริการ
-
รักษาเสถียรภาพและฟื้นฟูการลงทุน เพิ่มขนาดการลงทุนอย่างเหมาะสม และเดินหน้าโครงการปรับปรุงเมืองอย่างมีคุณภาพ โดยจีนจะพัฒนาศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีระดับนานาชาติในเขตปักกิ่ง–เทียนจิน–เหอเป่ย เซี่ยงไฮ้–สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี และเขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า
-
เดินหน้าโครงการ AI Plus ปรับปรุงธรรมาภิบาลด้านปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเพิ่มแรงขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพสูง
-
เร่งแก้ไขปัญหาการแข่งขันที่รุนแรงเกินจำเป็น จัดทำและดำเนินแผนปฏิรูปทรัพย์สินและรัฐวิสาหกิจของรัฐ ปรับปรุงกฎระเบียบและนโยบายสนับสนุนกฎหมายส่งเสริมภาคเอกชน และเดินหน้าปฏิรูปตลาดทุนด้านการลงทุนและการจัดหาเงินทุนอย่างรอบด้าน
-
เดินหน้าเปิดประเทศ ขยายการเปิดเสรีภาคบริการ พัฒนาเขตการค้าเสรีไห่หนานอย่างเป็นรูปธรรม ส่งเสริมการส่งออก พัฒนาการค้าดิจิทัลปฏิรูประบบส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ปรับปรุงระบบบริการแบบบูรณาการในต่างประเทศ ส่งเสริมความร่วมมือคุณภาพสูงภายใต้โครงการสายแถบและเส้นทาง ส่งเสริมการเจรจาและลงนามข้อตกลงการค้าและการลงทุนระดับภูมิภาคทั้งทวิภาคีและพหุภาคีมากขึ้น
-
จีนจะส่งเสริมการพัฒนาเมืองและชนบทแบบบูรณาการ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจระดับอำเภออย่างมีคุณภาพ และการฟื้นฟูชนบทอย่างรอบด้าน
-
รักษาพื้นที่เพาะปลูกให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ควบคุมราคาธัญพืชและสินค้าเกษตรหลักให้อยู่ในระดับเหมาะสม สานต่อความสำเร็จด้านการขจัดความยากจน และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเลคุณภาพสูง
-
เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างรอบด้าน ภายใต้เป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสูงสุดและความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยที่ประชุมระบุว่า จำเป็นต้องส่งเสริมนโยบายประหยัดพลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมหลัก จัดทำแผนสร้างจีนให้เป็นประเทศพลังงานชั้นนำ ขยายการใช้ไฟฟ้าสีเขียว และเสริมสร้างการพัฒนาตลาดซื้อขายคาร์บอนระดับชาติ
-
เร่งรักษาเสถียรภาพการจ้างงานของกลุ่มต่างๆ เช่น บัณฑิตจบใหม่และแรงงานย้ายถิ่น ปรับการจัดสรรทรัพยากรด้านการศึกษา ปฏิรูประบบการจ่ายเงินประกันสุขภาพ และเพิ่มการช่วยเหลือผู้ยากลำบาก
ที่ประชุมยังเสนอให้จัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 15 ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น เริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 15 (ปี 2026–2030) อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

จากการแถลงแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ออกบทความเรื่อง “ปี 2569 จีนเตรียมหนุนเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่าย และการลงทุน ผ่านการผ่อนคลายนโยบายการเงิน และการคลัง” โดยในบทความได้เน้นย้ำถึง 5 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน สำคัญจากทั้งหมด 13 มาตรการ นั่นคือ
-
การให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ (pro-growth) และสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์ และอุปทาน ทั้งนี้ ความเสี่ยงจากสงครามการค้าจะยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองในปี 2569
-
การใช้จ่ายในประเทศเป็นประเด็นที่เน้นย้ำในหลายรอบการประชุมของทางการจีนที่ผ่านมา รวมถึงการประชุม CEWC ในครั้งนี้ โดยปี 2569 คาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายออกมาเพิ่มเติม เช่น มาตรการ Trade in ที่คาดยังมีอยู่ในวงเงินใกล้เคียงเดิม แต่อาจจะมีขยายกลุ่มสินค้าให้กว้างขึ้น รวมถึงให้ความสำคัฐกับการใช้จ่ายในภาคบริการเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ทางการจีนน่าจะให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะยาวผ่านการสนับสนุนสวัสดิการด้านต่างๆ เพื่อหนุนความต้องการใช้จ่ายอย่างยั่งยืน
-
มาตรการที่เกี่ยวข้องการกับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรจากทางรัฐบาลกลางคาดมีออกมาเพิ่มขึ้น หลังล่าสุดการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรหดตัวของจีนหดตัว 2 เดือนติดต่อกัน
-
นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาที่อยู่อาศัยคงค้างคาดออกมาเพิ่มเติม เช่น โครงการ Affordable housing สะท้อนว่าทางการจะมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์
-
นโยบายการเงินยังมีทิศทางผ่อนคลายผ่านอัตราดอกเบี้ย และสัดส่วนสำรองตามกฎหมาย ขณะที่นโยบายการคลังจะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่ามาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ท้องถิ่นจะยังคงมีอยู่

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในปี 2569 ทางการจีนมีแนวโน้มตั้งเป้าหมาย GDP อยู่ที่ 5% ตามเดิม ขณะที่เป้าหมายงบประมาณขาดดุลต่อ GDP คาดอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน โดยทางการยังคงจะให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเองในด้านเทคโนโลยี สนับสนุนการลงทุนในพวก AI ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดจะออกมาจะเน้นเป็นมาตรการที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว และการมีหลักประกันของครัวเรือนมากกว่าการให้วงเงินสนับสนุนจำนวนเพิ่มขึ้น ดังนั้นการฟื้นตัวของการใช้จ่ายคาดยังต้องใช้เวลา นอกจากนี้ ปัจจัยท้าทายของจีนที่สำคัญ คือ การสนับสนุนการลงทุนควบคู่ไปกับการจัดการปัญหาสงครามราคาและกำลังการผลิตส่วนเกิน (Anti-involution) ขณะที่ความเสี่ยงสงครามการค้าจะยังมีต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569
โดยในปี 2569 จะเป็นปีที่จีนเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะเวลา 5 ปี ฉบับที่ 15 (ปี 2569-2573) จึงคาดว่าจะมีนโยบายเศรษฐกิจออกมาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการวางรากฐานเกี่ยวกับภาคการผลิต และภาคบริการ รวมถึงสวัสดิการต่างๆ ของครัวเรือนที่จะช่วยให้เกิดรายได้ และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในระยะยาว
ที่มา :
- รายงานข่าวเรื่อง “จีนกำหนดทิศทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2026 เดินหน้ากระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและการพัฒนาคุณภาพสูง” จากเว็บไซต์สมาคมผู้สื่อข่าว ไทย-จีน
- บทความเรื่อง “ปี 2569 จีนเตรียมหนุนเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่าย และการลงทุน ผ่านการผ่อนคลายนโยบายการเงิน และการคลัง” จากเว็บไซต์ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
เรียนรู้จากการพัฒนาในประเทศจีน
พลิกฟื้น เส้นทางท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง เชื่อมจีน-ไทย-ลาว ด้วยการเดินทางสี่รูปแบบ “น้ำ-บก-อากาศ-ราง”
Post Views: 336
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/12/17/china-economic-strategies-2026/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yQpr6nVjIYIqz5GbG0gLW
