ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักข่าวซินหัว เปิดเผยในวันที่ 16 มีนาคม 2569 ว่า กระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนคัดค้านอย่างหนักแน่นต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการเปิดการสอบสวนตามมาตรา 301 ต่อ 60 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงจีน โดยระบุว่า เป็นการบ่อนทำลายระเบียบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

การสอบสวนดังกล่าว สหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ตามเวลาท้องถิ่น โดยอ้างว่าบางประเทศไม่สามารถห้ามการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจาก “แรงงานบังคับ” ได้ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เพิ่งเปิดการสอบสวนตามมาตรา 301 อีกกรณีหนึ่งในประเด็น “กำลังการผลิตล้นเกิน” ก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งวัน

แถลงการณ์ระบุอีกว่า จีนได้ยื่นเรื่องประท้วงต่อฝ่ายสหรัฐฯ แล้ว ท่ามกลางการหารือทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคี ที่กำลังดำเนินอยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

“ขอเรียกร้องให้ฝ่ายสหรัฐฯ แก้ไขการกระทำที่ผิดพลาดโดยทันที ร่วมมือกับจีน ยึดมั่นในหลักการเคารพซึ่งกันและกันและการหารืออย่างเท่าเทียม และหาทางออกของปัญหาผ่านการเจรจาและการปรึกษาหารือ” แถลงการณ์ระบุ

โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีน ยังปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ โดยชี้ว่า สหรัฐฯ ได้บิดเบือนประเด็น “แรงงานบังคับ” มาเป็นเวลานาน และได้กำหนดมาตรการจำกัดทางการค้าต่อจีนโดยอาศัยข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล

โฆษกระบุว่า จีนซึ่งเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ 28 ฉบับ และได้จัดตั้งระบบกฎหมายและระเบียบด้านแรงงานที่ครอบคลุม เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับ

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานบังคับ พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) ซึ่งถือเป็นการปฏิเสธกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศที่มีผลผูกพัน ขณะที่ยังคงหยิบยกประเด็น “แรงงานบังคับ” มาใช้ทางการเมืองมาโดยตลอด โฆษกระบุ

“นี่คือความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งบ่อนทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างรุนแรง และทำให้ระเบียบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศปั่นป่วนอย่างหนัก” โฆษกระบุ

โฆษกระบุด้วยว่า จีนจะติดตามความคืบหน้าของการสอบสวนอย่างใกล้ชิด และสงวนสิทธิ์ที่จะใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของตน

ที่มา : สำนักข่าวซินหัว