
พุดคุยกับตัวแทน TCEB ถึงเส้นทางสู่การเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 โอกาสครั้งใหญ่ของไทยกับ ‘เศรษฐกิจสีรุ้ง’ (Pink Economy)
- การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 เป็นเป้าหมายสำคัญของไทยที่เชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลเข้ากับการส่งเสริมสิทธิความเท่าเทียม
- การจัดงานคาดว่าจะช่วยกระตุ้น ‘เศรษฐกิจสีรุ้ง’ (Pink Economy) จากกลุ่มนักเดินทาง LGBTQIAN+ ที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งจะสร้างรายได้ให้แก่ภาคธุรกิจหลากหลาย
- ความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพสะท้อนผ่านการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม เพื่อยกระดับสิทธิมนุษยชนและสร้างภาพลักษณ์ผู้นำด้านความเท่าเทียมในเวทีโลก
พุดคุยกับตัวแทน TCEB ถึงเส้นทางสู่การเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 โอกาสครั้งใหญ่ของไทยกับ ‘เศรษฐกิจสีรุ้ง’ (Pink Economy)
การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030 ถือเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการยกระดับสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม SPRiNG พูดคุยกับ พัฒนชัย สิงหะวาระ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาการจัดงานเมกะอีเวนต์และเทศกาลนานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) เจาะลึกมุมมองของผู้ร่วมสนับสนุนโครงการ ถึงทิศทาง โอกาส และความพร้อมของไทยในเวทีระดับโลก
พัฒนชัย ชี้แจงว่า World Pride เป็นงานระดับโลกที่จัดขึ้นทุก 2-3 ปี โดยประเทศที่ต้องการเป็นเจ้าภาพจะต้องเข้าเสนอชื่อและแข่งขันกันเพื่อแสดงความพร้อม ทั้งในเรื่องของกฎหมาย สังคม และโครงสร้างพื้นฐาน การดึงงานระดับโลกเช่นนี้เข้ามา ไม่ได้ส่งผลดีแค่ด้านเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยยกระดับกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานด้านสิทธิความเท่าเทียมในประเทศ
“ที่ผ่านมา งาน World Pride ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีผู้เข้าร่วมกว่า 1.2 ล้านคน และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจหลายหมื่นล้านบาท เพราะกลุ่ม LGBTQ+ ถือเป็นกลุ่มที่มีการจับจ่ายใช้สอยค่อนข้างสูง”
นอกจากมิติทางเศรษฐกิจแล้ว การเตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพยังสะท้อนผ่านการยกระดับความเท่าเทียมทางกฎหมาย อย่างเช่น กฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าไทยมีความพร้อม โดยมีหัวใจสำคัญคือหลักการ DEI (Diversity, Equality, Inclusivity) ซึ่งหมายถึงการยอมรับความหลากหลาย การเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงสิ่งต่างๆ ได้อย่างเท่าเทียม และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ
ขุมทรัพย์ใหม่กับ ‘เศรษฐกิจสีรุ้ง’ (Pink Economy)
พัฒนชัย ชี้แจงว่า กลุ่มนักเดินทาง LGBTQIAN+ ไม่เพียงแต่มีจำนวนมาก แต่จากสถิติยังพบว่าเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาสูง ดูแลตัวเองดี และมีกำลังซื้อสูง ซึ่งนำไปสู่การจับจ่ายเพื่อสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ตั้งแต่การดูแลสุขภาพ เทกฮอร์โมน ศัลยกรรมแปลงเพศ โรงพยาบาล ร้านอาหาร สถานบันเทิง ไปจนถึงงานวิชาการ
ประเทศไทยมีศักยภาพและชื่อเสียงด้าน Wellness รวมถึงการแพทย์และการเสริมความงามระดับภูมิภาคอยู่แล้ว หากผู้ประกอบการเข้าใจความต้องการและออกแบบบริการให้ตอบโจทย์ ก็จะสามารถสร้างแพลตฟอร์มดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลได้ แม้แต่กลุ่มเกษตรกร หรือผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ก็สามารถรับอานิสงส์จาก Pink Economy ได้ หากเน้นผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพเพื่อป้อนให้กับกลุ่มผู้ให้บริการระดับพรีเมียม
นอกจากนี้ พัฒนชัย ยังกล่าวว่าหลายพื้นที่ของไทยอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติหรือศาสนาใด รวมถึงกลุ่ม LGBTQIAN+ ประเทศไทยถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่ไม่มีการกลั่นแกล้ง (Bully) จนทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย ความน่าสนใจคือ ทัศนคติในการต้อนรับนักเดินทางของไทย เรามองว่าทุกคนคือ ‘แขกของประเทศ’ และปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ได้มองว่ากลุ่ม LGBTQIAN+ แตกแยก ด้อยกว่า หรือแม้กระทั่งต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษกว่าใคร
“ประเทศไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ความเท่าเทียมไม่ได้มีแค่เดือนมิถุนายน ทุกคนสามารถรู้สึกปลอดภัยและได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมได้ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม”
โค้งสุดท้าย! ร่วมลุ้นไทยเป็นเจ้าภาพ World Pride
กรุงเทพมหานครฯ มีกำหนดการนำเสนอเพื่อเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030ในเดือนตุลาคม ที่จังหวัดภูเก็ต โดยคู่แข่งสำคัญคือเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ซึ่งถือเป็นเมืองที่มีความเข้มแข็งมากในทวีปยุโรป โดยโอกาสในตอนนี้ถือว่าอยู่ที่ 50% และจะมีการประกาศผลหลังจากการนำเสนอราว 2 สัปดาห์
พัฒนชัย กล่าวว่า หากประเทศไทยประสบความสำเร็จ งาน World Pride จะไม่ใช่แค่การเดินขบวนพาเหรดรื่นเริงเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงงานสัมมนาระดับโลกที่อาจนำไปสู่โอกาสและความร่วมมืออีกมากมาย เช่น อาจเกิด ‘ข้อตกลงกรุงเทพฯ’ ในระดับภูมิภาคหรือระดับโลกเพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยคือผู้นำในการแก้กฎหมายและสนับสนุนสิทธิความเท่าเทียม
อย่างไรก็ตาม พัฒนชัย ฝากให้คนไทยทุกคนร่วมลุ้นผลการตัดสิน และเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพที่ดี เพื่อประกาศให้โลกรับรู้ถึงศักยภาพและคุณค่าของประเทศไทยบนเวทีโลก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/863970&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30ZevsW1QjN_XvYwngQzoZ

