• Sat. May 23rd, 2026

TDRI ชี้ระเบียบโลกใหม่ เขย่าการลงทุน แนะทางรอดเศรษฐกิจไทย

tdri-ชี้ระเบียบโลกใหม่-เขย่าการลงทุน-แนะทางรอดเศรษฐกิจไทยTDRI ชี้ระเบียบโลกใหม่ เขย่าการลงทุน แนะทางรอดเศรษฐกิจไทย
TDRI ชี้ระเบียบโลกใหม่ เขย่าการลงทุน แนะทางรอดเศรษฐกิจไทย

บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด หรือ Liberator จัดงานสัมมนา Liberator Investment Forum 2026 โลกใหม่ โอกาสใหม่ ลงทุนอย่างไรให้ออกดอกออกผล วันนี้ (23 พ.ค.2569) ที่โรงแรมอิสติน แกรนด์ พญาไท

โดยช่วงหนึ่งในงาน ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้กล่าวในหัวข้อ หัวข้อ “World Changing Opportunities: ระเบียบโลกใหม่ สู่การลงทุนยุคใหม่” ว่า โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่สามารถหวนกลับไปสู่ยุคโลกาภิวัตน์แบบเดิมได้อีกต่อไป โดยมีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายต้องเผชิญ 

จุดสิ้นสุดของยุคโลกาภิวัตน์ วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ 3 ด้าน

 ดร.นณริฏ กล่าวว่า ภาพระยะยาวชี้ชัดว่าหลักฐานต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นว่าเราจะไม่กลับไปสู่โลกเดิมที่ทุกคนเชื่อมั่นในเรื่องการลดภาษีเป็นศูนย์หรือการสนับสนุนการลงทุนข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง แต่กำลังเข้าสู่ยุคที่ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นอุปสรรคสำคัญใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่

  • รัสเซีย มหาอำนาจเก่าที่พยายามรำลึกประวัติศาสตร์ความยิ่งใหญ่ของโซเวียตและตัดสินใจบุกยูเครน
  • จีน ประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเคยพ่ายแพ้ต่อชาติตะวันตกและญี่ปุ่นในอดีต ปัจจุบันกำลังพยายามฟื้นฟูอาณาจักรและเริ่มพูดถึงเรื่องไต้หวันมากขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักที่จีนต้องการนำกลับมา
  • อิหร่าน ความขัดแย้งที่ตั้งอยู่บนหลักศาสนาที่ตรงข้ามกับความเชื่อแบบก้าวหน้า (Progressive) ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ยากและลุกลามไปถึงการปิดช่องแคบสำคัญ

โมเดลนกฝูงบิน หนุนจีนผงาด

ในอดีตเอเชียตะวันออกเติบโตด้วยโมเดล Flying Geese ที่มีญี่ปุ่นเป็นผู้นำ ตามด้วยกลุ่มเสือเศรษฐกิจอย่างสิงคโปร์และเกาหลีใต้ สำหรับประเทศไทยนั้นเติบโตจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของญี่ปุ่น ในขณะที่เวียดนามเติบโตจากการผูกติดกับซัพพลายเชนของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะซัมซุงที่ครองสัดส่วนการส่งออกสูงถึง 20-25%,

อย่างไรก็ตาม จีนไม่ได้ใช้โมเดลนี้แต่เติบโตได้ด้วยตัวเอง โดยจีนไม่ได้เปรียบเสมือนนกตัวเดียว แต่เป็น “ฝูงนก” ที่ประกอบด้วย 31 มณฑล ซึ่งแต่ละมณฑลเปรียบเสมือนหนึ่งประเทศที่มีความแตกต่างกันสูง ตั้งแต่มณฑลที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ ไปจนถึงมณฑลเกษตรกรรมอย่างกว่างซี 

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

“การที่ 31 มณฑลแข่งกันเองภายในแต่รวมตัวกันภายนอก ทำให้เกิดภาวะ Hyper-scale ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่ำมากจนเกิดปัญหา Over-supply ในระดับโลก เช่น แผงโซลาร์เซลล์และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งกระทบต่อการลงทุนทั่วโลก”

เทคโนโลยี AI และสงครามการค้าที่ไร้ทางเลือก

ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันถูกซ้ำเติมด้วยเทคโนโลยี AI ซึ่งไม่ใช่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่เป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ใช้ในการแข่งขันและสงคราม ส่งผลให้เกิดตลาดผูกขาด (Monopoly) เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่ยอมใช้ของจีน และจีนไม่ยอมใช้ของสหรัฐฯ สภาวะนี้แม้จะเป็นความเสี่ยง แต่ก็เป็น “ข่าวดี” สำหรับนักลงทุนในหุ้นบางกลุ่มที่พุ่งสูงขึ้นเพราะไม่มีทางเลือกอื่นให้ผู้บริโภคใช้

สัดส่วน FDI ในไทยปริมาณมหาศาล แต่กระจุกตัว

แม้ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของไทย จะดูสูงเกือบ 1 ล้านล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่ามีการกระจุกตัวสูงมาก เช่น เม็ดเงินจาก TikTok เพียงบริษัทเดียวก็สูงถึง 8 แสนล้านบาทแล้ว โจทย์สำคัญของไทยคือจะทำอย่างไรให้ได้ประโยชน์จากซัพพลายเชนเหล่านี้อย่างแท้จริง 

ซึ่งเป็นเรื่องยากเพราะต้องแข่งกับ 31 มณฑลของจีนที่มีความพร้อมสูงกว่า ปัจจุบันหุ้นที่เห็นผลบวกจากภาพแมโครชัดเจนยังมีเพียงไม่กี่ตัว เช่น Delta ในขณะที่การฟื้นตัวบางส่วนเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น ปัญหาด้านธรรมาภิบาล (Governance) ในอินโดนีเซีย

ยุทธศาสตร์ “ยืนตรง” โอกาสจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ มองว่าประเทศไทยควรมีจุดยืนที่ชัดเจนด้วยการ “ยืนหัวสันหลังตรง” โดยใช้ธรรมาภิบาลที่สูงเป็นเครื่องมือ เราไม่ควรยอมเป็นเพียง “ทางผ่าน” หรือ “นายหน้าขายชิป” (Transshipment) ที่ไม่มีมูลค่าเพิ่มในตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ความปั่นป่วนในตะวันออกกลางยังเปิดโอกาสให้ไทย เนื่องจากประเทศเหล่านั้นพยายามกระจายความเสี่ยงจากทรัพยากรน้ำมันไปสู่ธุรกิจอื่น (Diversify) เช่น การเงินและสวนสนุก หากเกิดความไม่สงบในพื้นที่ เม็ดเงินเหล่านั้นอาจไหลเข้าสู่อาเซียนและไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยแข็งแกร่ง เช่น อุตสาหกรรมอาหาร (Food Industry) และ Wellness

“อำนาจในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและบริษัทจดทะเบียนอยู่ในมือของนักลงทุน การเปิดโอกาสให้ไปลงทุนในต่างประเทศเป็นตัวบังคับให้หุ้นไทยต้องปรับตัว หากบริษัทไทยไม่สร้างธรรมาภิบาลและไม่เปลี่ยนแปลง ก็จะไม่สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนไว้ได้ เพราะเงินจะวิ่งไปหาที่ที่ดีที่สุดเสมอ” 

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/659768&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0soOh5XYs_MVb_cFbjS3B7