ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยบทวิเคราะห์ “RECAP MOTOR SHOW 2026” ระบุว่า มหกรรม Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 (23 มี.ค.–5 เม.ย. 2569) มียอดจองรถยนต์รวมกว่า 1.3 แสนคัน ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนการฟื้นตัวของอุปสงค์ในตลาดรถยนต์ไทย และการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ชัดเจนขึ้น
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนการใช้รถยนต์สันดาปเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 บาทต่อกิโลเมตร จากราว 1.7 บาทในช่วงก่อนหน้า ขณะที่ต้นทุนการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอยู่เพียงประมาณ 0.5 บาทต่อกิโลเมตร ทำให้ EV มีความได้เปรียบด้านต้นทุนชัดเจน และกลายเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ผลักดันการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
โครงสร้างตลาดรถยนต์ไทยเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยค่ายรถยนต์จากจีนครองส่วนแบ่งยอดจองสูงถึง 65% จากการนำเสนอรถ EV รุ่นใหม่ที่มีความหลากหลาย ทั้งในด้านระดับราคา รูปแบบ และเทคโนโลยีการขับขี่ ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาความคุ้มค่าและฟังก์ชันที่ครบครัน ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์รายเดิมบางส่วนยังปรับตัวได้ช้า ทำให้สูญเสียส่วนแบ่งตลาดในช่วงเปลี่ยนผ่าน
SCB EIC ชี้ว่า พฤติกรรมผู้บริโภคไทยกำลังเปลี่ยนจากการยึดติดกับแบรนด์ (Brand loyalty) ไปสู่การตัดสินใจบนพื้นฐานความคุ้มค่าและเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นต่ำลง และมีฟีเจอร์ที่ทันสมัย ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกซื้อ EV เป็นรถคันที่ 2 ของครัวเรือน เพื่อใช้งานในเมือง ส่งผลให้สามารถยอมรับความเสี่ยงจากแบรนด์ใหม่ได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความคึกคักของยอดจองยังไม่สามารถสะท้อนยอดขายจริงทั้งหมด โดย SCB EIC ประเมินว่า อัตราการส่งมอบรถยนต์จริงจะอยู่ที่ประมาณ 70% ของยอดจอง หรือราว 9.1 หมื่นคัน ลดลงจากค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2565-2568 ที่อยู่ราว 75-80% เนื่องจากสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่ม EV ที่มักกำหนดเงินดาวน์สูงและระยะเวลาผ่อนชำระสั้นลง อีกทั้งยังมีปัจจัยการยกเลิกการจองจากผู้บริโภค เช่น การเปิดตัวรุ่นใหม่ที่น่าสนใจกว่า หรือระยะเวลาการส่งมอบที่ยาวนาน
ในมุมของเศรษฐกิจ SCB EIC มองว่า อานิสงส์จากยอดขายรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากตลาดรถยนต์ไทยยังพึ่งพาการนำเข้ารถ EV ในสัดส่วนสูง แม้ว่าการผลิตในประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการรวม ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจภายในประเทศยังไม่ขยายตัวเต็มศักยภาพ อีกทั้งสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local content) ของ EV ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาปและไฮบริด
นอกจากนี้ ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานยังเป็นอีกปัจจัยท้าทายสำคัญ ทั้งด้านการผลิตชิ้นส่วนในประเทศที่ยังจำกัด โครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จที่ยังไม่เพียงพอต่อจำนวนรถ EV ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนประกันภัยที่ยังอยู่ในระดับสูงและมีตัวเลือกจำกัด ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนแฝงที่ผู้บริโภคต้องแบกรับในระยะยาว
SCB EIC แนะว่า ภาครัฐควรเร่งส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ควบคู่กับการยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน EV ได้มากขึ้น รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสร้างสภาพการแข่งขันที่เท่าเทียม (Level playing field) ระหว่างผู้ผลิตรายเดิมและรายใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ทั้งนี้ ภาพรวมของ Motor Show 2026 สะท้อนชัดว่า ตลาดรถยนต์ไทยกำลังเข้าสู่ จุดเปลี่ยนสำคัญ โดยมี EV เป็นตัวเร่งหลัก ขณะที่โจทย์สำคัญต่อจากนี้ ไม่ใช่เพียงการกระตุ้นยอดขาย แต่คือการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมในประเทศให้พร้อมรองรับการเติบโตอย่างแท้จริง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/741104&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mxOJLsnbbgQ415iBtshTf

