นายอาริส ดาคาเนย์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำภูมิภาคอาเซียน ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาส 1 แต่ยังสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อย โดย HSBC คาดไว้ที่ 2.1% และ Bloomberg คาดที่ 1.8% ขณะที่เมื่อปรับฤดูกาล เศรษฐกิจหดตัว 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้า จากที่ขยายตัว 0.6% ในไตรมาส 1 ทั้งนี้ การลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการสะสมสินค้าคงคลัง เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงการเติบโต

สำหรับปัจจัยหนุนเศรษฐกิจในไตรมาส 2 มาจากการลงทุนและการส่งออกที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยความต้องการฮาร์ดแวร์ AI ทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การส่งออกของไทยขยายตัวในอัตราสองหลัก โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับระบบระบายความร้อน แผงวงจรพิมพ์ (PCB) และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นถึง 27.5% จากการเร่งนำเข้าสินค้าทุนและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อรองรับการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ส่งผลให้ดุลการค้าพลิกกลับมาขาดดุล 509,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการจัดเก็บข้อมูล ขณะที่มาตรการภาครัฐ เช่น โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ยังช่วยพยุงกำลังซื้อภาคครัวเรือน ท่ามกลางราคาพลังงานและค่าเดินทางที่สูงขึ้น

HSBC คาดเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 จะขยายตัว 2.2% ได้แรงหนุนจากมาตรการการคลังและการส่งออก โดยมีโอกาสเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีจากการสะสมสินค้าคงคลัง อย่างไรก็ตาม การเติบโตยังมีลักษณะกระจุกตัว โดยการลงทุนส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับภาคดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนและสินค้าทุนในสัดส่วนสูง สะท้อนจากประมาณการเบื้องต้นที่ระบุว่าดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 ขาดดุลสูงถึง 12% ของจีดีพี ซึ่งเป็นระดับอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลในปี 2548 ทำให้การเติบโตยังไม่กระจายไปถึงครัวเรือนและผู้ประกอบการ SMEs อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ HSBC มองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มคงนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลาย แม้เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ดีกว่าคาดในช่วงที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ไปจนถึงอย่างน้อยปี 2570 เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2570 ยังอ่อนแอ โดยคาดจีดีพีปีหน้าขยายตัวเพียง 1.7% หลังแรงส่งจากมาตรการการคลังมีแนวโน้มลดลง ประกอบกับภาคครัวเรือนและ SMEs ยังเผชิญภาวะสินเชื่อที่ตึงตัว ขณะที่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้นอาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาท ดังนั้น การรักษานโยบายการเงินแบบผ่อนคลายจึงยังมีความสำคัญต่อการประคองเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย