• Thu. Mar 19th, 2026

แนะอุ้ม “จ็อบเบอร์” ลดช่องว่างราคาตลาด ชี้ ดีเซล 33 บาท/ลิตร ยังพอรับได้ สูงกว่านั้นเกินรับมือ

แนะอุ้ม-“จ็อบเบอร์”-ลดช่องว่างราคาตลาด-ชี้-ดีเซล-33-บาท/ลิตร-ยังพอรับได้-สูงกว่านั้นเกินรับมือแนะอุ้ม “จ็อบเบอร์” ลดช่องว่างราคาตลาด ชี้ ดีเซล 33 บาท/ลิตร ยังพอรับได้ สูงกว่านั้นเกินรับมือ

นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมมีความกังวลต่อสถานการณ์น้ำมันในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นปริมาณสำรองว่าจะเพียงพอหรือไม่ ซึ่งได้รับการยืนยันจากกรมธุรกิจพลังงานและกระทรวงพลังงานว่า ประเทศไทยมีสต๊อกน้ำมันเพียงพอแน่นอน 60-61 วัน อย่างไรก็ตาม การสื่อสารดังกล่าวกลับทำให้ประชาชนบางส่วนเข้าใจคลาดเคลื่อน จนเกิดการแห่เติมน้ำมันเต็มถังและกักตุน ส่งผลให้ความต้องการใช้ (ดีมานด์) พุ่งสูงขึ้นในระยะสั้น

ปัญหาสำคัญอีกด้าน คือ สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่กลับมาติดลบอย่างรวดเร็ว จากก่อนหน้าเคยเป็นบวกประมาณ 2,000 ล้านบาท แต่ล่าสุดติดลบเพิ่มจาก 12,000 ล้านบาท เป็น 15,000 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดมีความผันผวน โดยราคาหน้าปั๊มยังถูกพยุงไว้ที่ประมาณ 30 บาทต่อลิตร ขณะที่ ราคาผ่าน “จ็อบเบอร์” หรือ ผู้ค้าน้ำมันรายย่อย ซึ่งสะท้อนกลไกตลาดจริง กลับสูงกว่าถึง 11-12 บาทต่อลิตร

สถานการณ์ดังกล่าวกระทบต่อผู้ประกอบการจ็อบเบอร์โดยตรง เนื่องจากวงเงินหมุนเวียนเท่าเดิม แต่ซื้อน้ำมันได้น้อยลงอย่างมาก เช่น วงเงิน 10 ล้านบาท จากเดิมซื้อได้ราว 1 ล้านลิตร ปัจจุบันเหลือเพียง 300,000-400,000 ลิตร ทำให้การส่งมอบน้ำมันให้ภาคอุตสาหกรรมลดลง ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการบางส่วนหันไปซื้อน้ำมันจากปั๊มโดยตรง รวมถึงภาคเกษตรและผู้ใช้รายย่อยที่เคยซื้อผ่านปั๊มชุมชน ก็ย้ายมาเติมหน้าปั๊ม ส่งผลให้เกิดความตึงตัวในระบบ

ดังนั้น ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐ พิจารณามาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันสำหรับจ็อบเบอร์ชั่วคราว เพื่อลดช่องว่างราคาและแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ควบคู่กับการเพิ่มเที่ยวขนส่งน้ำมัน

สำหรับการปรับเพดานราคาดีเซลจาก 30 บาท เป็น 33 บาทต่อลิตร มองว่าเป็นการปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มต้นที่ 0.50 บาท ซึ่งภาคอุตสาหกรรมยังพอรับได้ แต่จะมีผลต่อต้นทุนแตกต่างกันไป โดยอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม เยื่อกระดาษ แก้ว ปูนซีเมนต์ และปิโตรเคมี มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงถึง 35-50% จึงได้รับผลกระทบมาก ขณะที่อุตสาหกรรมทั่วไปมีสัดส่วนอยู่ที่ 12-20%

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันเตาที่ปรับขึ้นจากเดิม 7-8 บาทต่อลิตร เป็น 23-24 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า ส่งผลให้ต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น โรงงานที่ใช้น้ำมันเตา 25 ล้านลิตรต่อเดือน ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มจากประมาณ 20-30 ล้านบาท เป็นราว 100 ล้านบาทต่อเดือน

ย้ำว่า อุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียมได้รับผลกระทบซ้ำจากทั้งต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และการขาดแคลนวัตถุดิบ เนื่องจากมีการกว้านซื้อเศษเหล็กและอะลูมิเนียมเพื่อส่งออก จึงเสนอให้ภาครัฐพิจารณาจำกัดการส่งออกวัตถุดิบดังกล่าวเพื่อรักษาสมดุลในประเทศ

ทั้งนี้ ส.อ.ท. ได้ประเมินผลกระทบจากราคาน้ำมันผ่าน 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ กรณีปรับขึ้น 1-2 บาทต่อลิตร ต้นทุนขนส่งจะเพิ่มขึ้น 3-5% และราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย  กรณีปรับขึ้น 2-4 บาทต่อลิตร ต้นทุนขนส่งจะเพิ่มขึ้น 5-12% และราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 3-5% พร้อมแรงกดดันเงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-Push Inflation)  และกรณีรุนแรง หากปรับขึ้นมากกว่า 4 บาทต่อลิตร จะกระทบใกล้เคียงวิกฤตราคาน้ำมันปี 2565-2566 ที่ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น 15-20% ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 6-8% และค่าไฟฟ้าเอฟทีพุ่งถึง 5.16 บาทต่อหน่วย

อย่างไรก็ตาม ระดับราคาดีเซลที่ไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ยังถือว่าอยู่ในกรอบที่ภาคอุตสาหกรรมรับได้ แต่หากเกิน 35 บาทต่อลิตร อาจเกินขีดความสามารถในการรับมือ และส่งผลให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ส.อ.ท. ยังเตือนว่า หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับขึ้นไปที่ 120-125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้ GDP ไทยลดลงเหลือ 1.3% และหากสูงถึง 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจลดลงเหลือประมาณ 1.1% โดยผลกระทบจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ

ด้านนายวิรัช ฉัตรดรงค์ กรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ เปิดเผยถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมพลาสติกไทยว่า แม้จะมีบางบริษัทประสบปัญหาเม็ดพลาสติกหายไปจากระบบจริง แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมยังสามารถเดินเครื่องผลิตได้ในระดับสูง และมีการหารือร่วมกับภาครัฐและผู้ผลิตปิโตรเคมี โดยยืนยันว่ายังสามารถจัดหาวัตถุดิบได้ต่อเนื่องอย่างน้อยถึงเดือนเมษายน และมีแนวโน้มดีในเดือนพฤษภาคม ทำให้ความเสี่ยงการขาดแคลนในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้าอยู่ในระดับจำกัด

ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้เกิดภาพคล้ายการขาดแคลน มาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การปรับหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ ส่งผลให้โรงงานบางแห่งในพื้นที่ระยองต้องลดกำลังการผลิตลงราว 50% กระทบลูกค้าบางส่วนที่มีสัญญาผูกพัน และอีกด้านหนึ่งคือการนำเข้าเม็ดพลาสติกบางประเภทที่ชะลอตัว โดยไทยแม้เป็นผู้ส่งออกสุทธิ (Net Exporter) แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าประมาณ 30-40% ในบางชนิด

สำหรับการนำเข้า ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงผู้ผลิตในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ที่ประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ทำให้วัตถุดิบบางส่วนสะดุด ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับหาแหล่งจัดซื้อใหม่ และเกิดความไม่ต่อเนื่องในช่วงสั้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตภายในประเทศได้ร่วมมือกันลดการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อจัดสรรวัตถุดิบให้ตลาดในประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้ภาพรวมอุปทานและอุปสงค์ยังสามารถรักษาสมดุลได้ และปริมาณการขาดแคลนมีแนวโน้มคลี่คลายในระยะใกล้

ส่วนด้านราคา ยังคงมีความผันผวนสูงตามต้นทุนวัตถุดิบในตลาดโลก โดยเฉพาะ “เอทิลีน” ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของเม็ดพลาสติก ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 600-700 ดอลลาร์ต่อตัน ไปมากกว่า 1,000 ดอลลาร์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องบริหารความเสี่ยงด้านราคา ด้วยการทยอยขายเป็นช่วงตามสถานการณ์ ขณะที่ภาครัฐได้รับทราบข้อมูลและอยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 
 

นอกจากนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยังได้เปิดเผยผลการสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ดัชนีอยู่ที่ระดับ 90.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 88.7 ในเดือนมกราคม 2569 มีปัจจัยสนับสนุนจากศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกามีมติให้มาตรการภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) เป็นโมฆะ และได้มีการประกาศใช้มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีในอัตรา 10% กับทุกประเทศ เป็นระยะเวลา 150 วัน ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ส่งออกในระยะสั้น 

และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เหลือ 1.00% สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมทั้งช่วยบรรเทาภาระหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs และภาคครัวเรือน ขณะเดียวกัน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีแนวโน้มขยายตัว โดยในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่าการลงทุน 33,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ส่งผลให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้น 15% (YoY) ช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการจ้างงาน และสนับสนุนกิจกรรมการผลิตในประเทศ 

ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 97.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 95.9 ในเดือนมกราคม 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากผลผลิตทางการเกษตรที่ทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น อาทิ ทุเรียน มังคุด เงาะ และขนุน ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนรายได้ของเกษตรกร และกระตุ้นการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจภูมิภาค นอกจากนี้ การขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนภาครัฐภายใต้รัฐบาลใหม่ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย การลงทุน และการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างประเทศ จากการใช้มาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา อาทิ มาตรา 201 มาตรา 232 มาตรา 301 และมาตรา 338 ซึ่งอาจส่งผลกดดันต่อการค้าโลก การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ยังคงเป็นอีกปัจจัยที่สร้างความกังวลต่อทิศทางราคาพลังงานโลก และบรรยากาศการค้าในตลาดโลกในระยะต่อไป

โดยข้อเสนอต่อภาครัฐ  1. ขอให้ยกระดับกลไกติดตามมาตรการการค้าของสหรัฐฯ โดยบูรณาการภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบเพื่อร่วมประเมินผลกระทบจากมาตรการตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ เช่น มาตรา 232, 301 รวมถึงมาตรการกีดกันรูปแบบอื่นๆ ควบคู่กับการจัดทำยุทธศาสตร์การเจรจาเชิงรุกเพื่อลดข้อจำกัดทางการค้าและรักษาความสามารถในการแข่งขัน

2. เสนอให้ภาครัฐเร่งบังคับใช้มาตรการเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ เช่น มาตรการ AD (Anti-Dumping), CVD (Countervailing Duty) และ SG (Safeguard Measure) โดยจัดตั้งศูนย์ติดตามความเสี่ยงการนำเข้าเพื่อคัดกรองสินค้าเสี่ยงและเปิดไต่สวนเชิงรุก พร้อมยกระดับการตรวจสอบการนำเข้า ป้องกันการสำแดงราคาต่ำ สวมพิกัด เปลี่ยนแหล่งกำเนิด และการส่งผ่านประเทศที่สาม

3. เสนอให้ภาครัฐเร่งสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับ Smart Agriculture Industry (SAI) และเพิ่มมูลค่าการแปรรูปวัตถุดิบเกษตร แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและยกระดับความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไทย โดยสนับสนุนเงินทุนปรับปรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ ผลักดัน R&D และยกระดับมาตรฐานสากล

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271230&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nt-Uir9fZH_NEVsRrxN0w