• Mon. Aug 3rd, 2026

เวียดนามเร่งเครื่องสู่จีดีพี 10% นักเศรษฐศาสตร์ชี้โจทย์หิน

เวียดนามเร่งเครื่องสู่จีดีพี-10%-นักเศรษฐศาสตร์ชี้โจทย์หินเวียดนามเร่งเครื่องสู่จีดีพี 10% นักเศรษฐศาสตร์ชี้โจทย์หิน

เวียดนาม เร่งเครื่องเศรษฐกิจหวังโต 10% ในปี 2026 เพื่อปูทางสู่ประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2045 แม้ครึ่งปีแรกผลผลิตมวลรวมภายในประเทศขยายตัวแข็งแกร่ง 8.2% แต่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังมองว่าเป้าหมายดังกล่าวท้าทายอย่างยิ่ง ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ภาษีสหรัฐ สังคมสูงวัย และความจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่กันไป

เดือนก่อนเวียดนามประกาศว่า ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ครึ่งปีแรกโตแกร่งที่ 8.2% เพิ่มขึ้นจาก 7.5% ของช่วงเดียวกันในปี 2025 ทำให้เวียดนามเป็นเขตเศรษฐกิจโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผลงานดีกว่าที่คาดทั้งๆ ที่เกิดวิกฤติพลังงานในตะวันออกกลาง ปั่นป่วนซัพพลายเชนและเพิ่มต้นทุน เห็นได้จากเงินเฟ้อเวียดนามในเดือน พ.ค.ขยับขึ้นมาสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2020

ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาสำหรับพรรคคอมมิวนิสต์ และประธานาธิบดีโตเลิม ก่อนหน้านี้เวียดนามตั้งเป้าการเติบโตประจำปี 2026 ไว้ที่ 10% และเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2045 นั่นหมายความว่าตอนนี้เวียดนามต้องขยายตัวเกือบ 12% ในครึ่งปีหลังเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ พร้อมกับปฏิรูปเชิงโครงสร้างและคุมเงินเฟ้อให้ได้

นิกเคอิเอเชียทบทวนการคาดการณ์จากหลายๆ สถาบันพบว่า ตัวเลขทั้งหมดยังต่ำกว่า 10% ส่วนจีดีพีต่อหัวยังต่ำกว่ามาตรฐานในภูมิภาคที่ราว 5,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี

“เวียดนามพยายามเติบโตให้ได้ในระดับเลขสองหลัก ด้วยตัวแบบเศรษฐกิจที่ยังคงสร้างการเติบโตในระดับเลขหลักเดียวปลายๆ เป็นส่วนใหญ่” เลอ ฮงเฮียบ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันไอเออีเอเอส ยูโซฟ อิชัค ในสิงคโปร์กล่าว

“ถ้าผู้กำหนดนโยบายพยายามปิดช่องว่างเร็วเกินไป ย่อมมีแนวโน้มใช้เครื่องมือที่คุ้นเคยหนักกว่าเดิม เช่น กู้ยืมเงินมาทำโครงสร้างพื้นฐาน ผ่อนคลายนโยบายการคลัง และปล่อยกู้เร็วเกินว่าเศรษฐกิจรองรับได้” เฮียบกล่าวและว่า เศรษฐกิจเวียดนามอาศัยการลงทุนจากต่างประเทศ การส่งออก และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานมายาวนาน แม้รัฐบาลพยายามมองหาตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ เช่น เทคโนโลยี แต่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผล

แต่เวียดนามเหลือเวลาไม่มาก เพราะเสี่ยงแก่ก่อนรวยเต็มที ประเทศนี้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง เช่น สหประชาชาติ (ยูเอ็น) คาดการณ์ว่า เวียดนามจะเป็นสังคมสูงวัยภายในปลายทศวรรษ 2030 ซึ่งหมายถึงประชากรกว่า 14% จะมีอายุไม่น้อยกว่า 65 ปี ขณะที่เวียดนามต้องการบรรลุสถานะประเทศรายได้สูงภายในปี 2045 เท่ากับว่ามีเวลาสร้างการเติบโตเพื่อหาเงินมาทำกองทุนบำเหน็จบำนาญ การดูแลสุขภาพ และเพิ่มผลิตภาพได้อีกไม่นานนัก ก่อนที่กำลังแรงงานเริ่มหดตัว

คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UNESCAP) คาดการณ์ไว้ในปี 2022 ว่า เวียดนามจะใช้เวลา 18 ปี เปลี่ยนจากสังคมสูงวัยเป็นสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ เร็วกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น ไทย (20 ปี) อินโดนีเซีย (22 ปี) มาเลเซีย (24 ปี) และฟิลิปปินส์ (30 ปี)

“เหตุผลที่รัฐบาลฮานอยตั้งเป้าเติบโต 10% แทนที่จะเป็น 8% นั้นง่ายมาก เพราะเวลาประชากรไม่เคยคอยใคร” ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงกดดันผู้ว่าราชการจังหวัดให้ทำให้ได้

หลายวันก่อนโตเลิมเคยแสดงสุนทรพจน์ว่า ในครึ่งปีแรก 25 จังหวัดจาก 34 จังหวัดยังทำไม่ได้ตามเป้า เช่น กรุงฮานอยและโฮจิมินห์ซิตี้ สองเมืองใหญ่สุดของประเทศ ตัวเขาเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามมาตั้งแต่ปี 2024 และเป็นประธานาธิบดีในเดือน พ.ค. เท่ากับว่าตอนนี้เขาครองสองตำแหน่งสำคัญสูงสุดของประเทศ

“ประเทศมีโอกาสในการพัฒนาอย่างมหาศาล แต่โอกาสเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีความมุ่งมั่นตั้งใจสูง มีความคิดที่ถูกต้อง มีสถาบันที่เปิดกว้าง มีกลไกการทำงานที่มีประสิทธิภาพ มีเจ้าหน้าที่ที่กล้าลงมือทำ มีองค์กรธุรกิจที่แข็งแกร่ง และประชาชนเป็นหนึ่งเดียวกัน” โต เลิมกล่าวกับคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ก.ค. หลังจากที่มีการประกาศตัวเลขจีดีพีได้ไม่นาน

รัฐบาลจังหวัดเป็นศูนย์กลางของการนำยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไปปฏิบัติ เพราะเป็นผู้อนุมัติการลงทุน จัดการที่ดิน กระจายการลงทุนสาธารณะ และการปฏิรูปการบริหารส่วนใหญ่เกิดขึ้นในระดับท้องถิ่น แต่เศรษฐกิจได้ส่งสัญญาณแรงกดดันให้เห็นเรียบร้อยแล้ว

รายงานของออกซ์ฟอร์ดอีโคโนมิก เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ระบุว่า ไตรมาสสองถือเป็นครั้งแรกที่ดุลการค้าสินค้าสุทธิของเวียดนามเข้าสู่การขาดดุล ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาน้ำมันสูงขึ้นผลพวงจาก ความขัดแย้งตะวันออกกลาง หนุนให้ราคาการนำเข้าสูง ส่วนดุลการค้าบริการยังคงขาดดุลด้วย

โต เลิม กล่าวในการประชุม ครม.ว่า เวียดนามต้องทำให้มากขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาขาดดุลการค้าภาคบริการต่อเนื่อง เช่น เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว ขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายมากขึ้น พร้อมๆ กับชักชวนนักเดินทางชาวเวียดนามพักผ่อนวันหยุดในประเทศ

เขาเตือนด้วยว่า อุปสงค์ภายในประเทศยังคงน่าเป็นห่วง ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้นเพียง 8.2% ในช่วงครึ่งแรกของปีบ่งชี้ว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

หลังจากเวียดนามเผยแพร่รายงานเศรษฐกิจครึ่งปีแรก ซึ่งตามปกติแล้วจะออกมาหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน ออกซ์ฟอร์ดอีโคโนมิกได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในปี 2026 เป็น 8.3% ระบุว่าการลงทุนนำโดยภาครัฐน่าจะช่วยชดเชยการบริโภคที่ชะลอตัวลงได้

แคปิตอลอีโคโนมิกก็ปรับเพิ่มคาดการณ์เช่นกัน จาก 7.6% มาอยู่ที่ 8.5% กาเรธ ลีเธอร์ นักเศรษฐศาสตร์มองว่า การเติบโต 10% ถือเป็นเรื่องผิดปกติอย่างมาก ถ้าไม่ใช่การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังวิกฤติ และไม่มีสัญญาณใดบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจของเวียดนามจะสามารถเติบโตได้ในอัตรา 10% ต่อปีโดยไม่ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูง

“คุณอาจโต 10% ได้ในระยะสั้น แค่กระตุ้นดีมานด์ แต่เพราะนั่นเกินขีดจำกัดความเร็วตามธรรมชาติของเศรษฐกิจ มันจึงเติบโตที่เร็วกว่าอัตรายั่งยืนและมีแนวโน้มก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ” ลีเธอร์กล่าว

ด้านซิตี้แบงก์เพิ่มคาดการณ์จีดีพีเวียดนาม ปี 2026 จาก 7.2% มาอยู่ที่ 8.1% อ้างว่าในไตรมาสสองภาคก่อสร้างโตแกร่งอานิสงส์จากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของรัฐและโครงการที่อยู่อาศัย รวมทั้งการส่งออกขยายตัวดี

“สถาบันระหว่างประเทศส่วนใหญ่ยังคงระมัดระวัง พวกเขาเชื่อว่าเวียดนามจะสามารถบรรลุอัตราการเติบโต 10% ได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลแสดงผลงานที่แข็งแกร่งมากๆ เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งหลังของปี”จุง ฮว่าง รองประธานของซิตี้แบงก์ในเวียดนามกล่าว

กระนั้น เวียดนามก็เข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลังด้วยแรงส่งที่ดี โตเลิมเองก็มุ่งมั่นมากๆ ที่จะทำให้สำเร็จตามเป้า

“แม้นี่ยังคงเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่เป้าหมายนี้ได้แรงหนุนจากแรงผลักดันนโยบายที่เข้มแข็งและสอดประสานกัน ตัวขับเคลื่อนหลักคือการลงทุนภาครัฐ ในเวลาเดียวกันผู้กำหนดนโยบายกำลังให้ความสำคัญกับการดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงจากต่างประเทศ และขยายขีดความสามารถการผลิตของเวียดนาม” จุงกล่าว

เจอภาษีสหรัฐ 12.5% สูงกว่าเพื่อนบ้าน 

สัปดาห์ก่อนรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐเรียกเก็บภาษีสินค้าเวียดนาม 12.5% ​​เท่ากับจีนและเขตเศรษฐกิจอื่นๆ ส่วนใหญ่ ตามการสอบสวนใช้แรงงานบังคับ ขณะที่เพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางประเทศ เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซีย เจอภาษีในอัตรา 10%

“ขณะที่ภาษีสหรัฐยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อการส่งออก ความเชื่อมั่นนักลงทุน และซัพพลายเชน เวียดนามก็เข้าสู่ครึ่งปีหลังด้วยสถานะที่แข็งแกร่ง” ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสสำหรับเวียดนามและไทย ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ดให้ความเห็น

สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด เป็นธนาคารหนึ่งที่มองแนวโน้มเวียดนามดีมากในปีนี้ คาดจีดีพีโต 9.5% จากคาดการณ์เดิม 7% พร้อมกับปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อลงเหลือ 4.4% หลังจากครึ่งปีแรกอัตราเงินเฟ้อเวียดนามเฉลี่ยที่ 4.38%

“ความต้องการภายในประเทศที่แข็งแกร่ง การลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานและขีดความสามารถการผลิต รวมถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ดำเนินอยู่ กำลังสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและสมดุลมากขึ้น ซึ่งสามารถสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตในระยะยาวของเวียดนามได้” ทิมกล่าว

แม้โตแค่ 8% เวียดนามก็เตรียมตัวแซงหน้าไทยได้ในปีนี้ ขึ้นมามีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสามของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากอินโดนีเซียและสิงคโปร์ แต่จีดีพีต่อหัวยังต่ำกว่ามาตรฐานภูมิภาค

“ณ จุดเปลี่ยนของพัฒนาการ เวียดนามยังจำเป็นต้องปฏิรูปสถาบันอย่างจริงจังมากๆ แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้สำเร็จชั่วข้ามคืน” โว จิ ถั่นห์ หัวหน้าสถาบันกลยุทธ์การสร้างแบรนด์และการแข่งขันของเวียดนามที่ปรึกษาภาครัฐผู้มากประสบการณ์กล่าวกับนิกเคอิเอเชียและว่า เวียดนามเผชิญปัญหาใหญ่กว่าแค่เติบโตให้ได้ 10% ตามเป้า กล่าวคือการเติบโตสูงต้องเป็นไปอย่างยั่งยืนและครอบคลุม ได้แรงหนุนจากรูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป การจัดสรรเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และเศรษฐกิจมหภาคมีเสถียรภาพต่อเนื่อง

“นี่เป็นเรื่องของความท้าทายและความกดดันอย่างมาก ดังนั้น ความหวังก็คือ ความทะเยอทะยานของเวียดนาม ผนวกกับความมุ่งมั่นปฏิรูป และได้รับการชี้นำด้วยแนวทางที่รอบคอบอิงหลักฐาน จะช่วยให้เวียดนามบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้” ถั่นห์กล่าวทิ้งท้าย

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1245727&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0c0GXV5aPObm3KdIV-9-nP