นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของประเทศไทย จากระดับ “เชิงลบ (Negative)” ขึ้นเป็น “มีเสถียรภาพ (Stable)” พร้อมคงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ไว้ที่ BBB+
การปรับเพิ่มมุมมองดังกล่าวส่งผลให้ปัจจุบัน สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลทั้ง 3 แห่ง (Fitch, Moody’s และ S&P) มองความน่าเชื่อถือของไทยอยู่ในระดับ “มีเสถียรภาพ” ทั้งหมด โดย Fitch ให้เหตุผลและปัจจัยสนับสนุนสำคัญ 5 ประการ ดังนี้:
- เสถียรภาพทางการเมือง: ช่วยลดความไม่แน่นอน และสนับสนุนความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะปานกลาง รวมถึงแผนปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation)
- เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง: คาดการณ์ GDP ปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 2.3 ได้รับแรงหนุนจากการลงทุนในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI), ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และมาตรการกระตุ้นการบริโภค เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40)
- สัดส่วนหนี้ภาครัฐดีกว่าคาด: สัดส่วนหนี้ภาครัฐต่อ GDP ปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ร้อยละ 59.3 และคาดว่าจะต่ำกว่าร้อยละ 63 ในปี 2571 ซึ่งปรับดีขึ้นจากประมาณการเดิมที่ร้อยละ 65 สะท้อนความมุ่งมั่นในการรักษาวินัยการคลัง
- ฐานะการเงินต่างประเทศแข็งแกร่ง: คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุลร้อยละ 1.5 ของ GDP ในปี 2570 ขณะที่สินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิยังอยู่ในระดับสูง และภาระดอกเบี้ยจ่ายต่างประเทศต่ำกว่าประเทศในกลุ่มเดียวกัน
- เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการคลัง: กรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาคมีความน่าเชื่อถือ แม้ต้องเผชิญความผันผวนจากเศรษฐกิจและราคาพลังงานโลก
รมว.คลัง กล่าวทิ้งท้ายว่า การปรับเพิ่มมุมมองครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล โดยหลังจากนี้จะเร่งผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว และรักษาวินัยการคลังเพื่อวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6203121/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04f_bodDGy31F_ghb1FbD5

