• Sat. Mar 7th, 2026

“เซ็นทรัล ทำ” ก้าวสู่ปีที่ 9 พัฒนาชุมชนทั่วไทยแบบองค์รวม

“เซ็นทรัล-ทำ”-ก้าวสู่ปีที่-9-พัฒนาชุมชนทั่วไทยแบบองค์รวม“เซ็นทรัล ทำ” ก้าวสู่ปีที่ 9 พัฒนาชุมชนทั่วไทยแบบองค์รวม

“การเติบโตของธุรกิจจะมีความหมายอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม” คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล เน้นย้ำถึงแนวทางสำคัญ ที่ “เซ็นทรัล ทำ” ยึดมั่นมาตลอด จนในวันนี้โครงการพัฒนาชุมชนทั่วไทยที่ “เซ็นทรัล ทำ” ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบการขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน 6 แนวทางหลัก

โดย คุณพิชัย ได้บอกเล่าและอัปเดตให้ฟังถึงผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมกับการดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนของ เซ็นทรัล ทำ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา พร้อมแชร์ต้นแบบพื้นที่เกษตรคาร์บอนต่ำ ที่ เซ็นทรัล ทำ ได้ไปร่วมดำเนินการกับ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา และสวนเทพพนา จนเกิดผลลัพธ์เป็นการยกระดับชีวิต ความเป็นอยู่ ของชุมชนและสร้างเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน

คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

ก้าวสู่ปีที่ 9 กับการเติบโตอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์ ESG ของ เซ็นทรัล ทำ

ดังที่กล่าวข้างต้นว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เซ็นทรัล ทำ ได้ขับเคลื่อนและพัฒนาชุมชนทั่วไทยให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางความยั่งยืน 6 ด้าน โดย คุณพิชัย ได้ยกตัวอย่างผลการดำเนินโครงการในด้านหลักๆ ดังนี้
“ในมิติ ด้านการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม เซ็นทรัล ทำ ได้สนับสนุนและพัฒนาโรงเรียนรวม 203 แห่ง เพื่อยกระดับโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างงานและสนับสนุนอาชีพให้แก่คนพิการกว่า 1,395 คน พร้อมส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนในชุมชนมากกว่า 150,000 ราย ขณะเดียวกัน มิติ Community & Social Contribution (ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย) ได้สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนรวมกว่า 2,240 ล้านบาท และเสริมความเข้มแข็งให้เครือข่ายท้องถิ่นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ”
“ต่อมา ในด้าน Human Capital Development หรือ การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญการเพิ่มขีดความสามารถของพนักงานในองค์กร พัฒนาศักยภาพ มีความสมดุลทั้งในด้านการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันให้มีประสิทธิภาพ

“ส่วนในด้าน Circular Economy & Waste Management หรือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบ และ Food Loss & Food Waste Reduction (ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิต และลดปริมาณขยะอาหาร) สามารถลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารได้กว่า 27,300 ตัน ลดปริมาณขยะที่เข้าสู่หลุมฝังกลบกว่า 93,490 ตัน พร้อมทั้งเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่ากว่า 15,000 ไร่ เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม”
“ในขณะเดียวกัน ด้าน Climate Action เซ็นทรัล ทำ ได้ร่วมฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยการติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 1,487 สถานที่ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา 259 แห่ง และผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์รวมถึง 252,176 เมกะวัตต์ชั่วโมง สะท้อนความมุ่งมั่นในการลดมลภาวะและผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างชัดเจน”
นอกจากนั้น ในปี 2569 คุณพิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “เซ็นทรัล ทำ” จะมุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบระดับพื้นที่ ผ่านการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม (Holistic Shared Value Ecosystem) 8 ด้าน คือ ยกระดับการศึกษา พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สร้างอาชีพ เพิ่มมูลค่าสินค้า พัฒนาแบรนด์สู่สากล สร้างศูนย์เรียนรู้ ส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชน สร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และสร้างระบบจัดการขยะ ZERO WASTE

เปิดโมเดลการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม @ ต้นแบบพื้นที่เกษตรคาร์บอนต่ำ บ้านเทพพนา จังหวัดชัยภูมิ

และเพื่อให้เห็นภาพโมเดลการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมที่ เซ็นทรัล ทำ ตั้งใจทำให้เกิดขึ้นในหลายชุมชนทั่วไทย “เซ็นทรัล ทำ“ ได้แนะนำให้เราได้รู้จักกับ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ เป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาแบบองค์รวม ตามแนวทางการทำเกษตรคาร์บอนต่ำ
โดยวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา เป็นหนึ่งใน 7 กลุ่มผู้ปลูกอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์แมกซิโกในประเทศไทย สายพันธุ์คุณภาพระดับโลกที่ได้รับการยอมรับในด้านรสชาติและมาตรฐานการผลิต ที่เริ่มต้นจากความตั้งใจในการเพิ่มรายได้และสร้างมูลค่าให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ก่อนพัฒนาต่อยอดสู่ระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ หากจะถอดบทเรียนจากความสำเร็จของ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา ต้องไปพูดคุยกับ Key person ที่เป็นผู้นำชุมชนและทำงานร่วมกับ โครงการ เซ็นทรัล ทำ อย่างใกล้ชิด คือ คุณวิเชียร พรมทุ่งค้อ เกษตรกรและเจ้าของสวนเทพนา ซึ่งได้บอกเล่าให้ฟังว่า
คุณวิเชียร พรมทุ่งค้อ เกษตรกรและเจ้าของสวนเทพนา
“ชุมชนได้ปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับแนวทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผ่านการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ การจัดทำธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการนำ “เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี” มาใช้ควบคุมโรคพืชในแปลงอะโวคาโด เพื่อลดการใช้สารเคมีและรักษาสมดุลทางธรรมชาติ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงยกระดับคุณภาพผลผลิต หากยังเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้ พร้อมวางรากฐานการพัฒนาการเกษตรที่คำนึงถึงทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันอย่างสมดุล”
“นอกจากการพัฒนาด้านคุณภาพผลผลิต ชุมชนยังต่อยอดสู่การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ โดยใช้แนวคิด ไบโอชาร์ ควบคู่การจัดการดินและน้ำอย่างยั่งยืน ไบโอชาร์มีโครงสร้างรูพรุนช่วยกักเก็บธาตุอาหารและความชื้น ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน ส่งเสริมจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และช่วยกักเก็บคาร์บอนในดินเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพสูงขึ้น เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีการจัดการธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี ควบคู่กับการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับสูบน้ำบาดาล เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ยกระดับชุมชนสู่ต้นแบบเกษตรยั่งยืนที่สมดุลทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต”

“ในปัจจุบัน สวนเทพพนาได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand : ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ที่รับรองโดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยืนยันว่าเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่ปลอดภัย ปลอดสารเคมีสังเคราะห์ 100% ไม่ใช้พืช GMO และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน ตั้งแต่แหล่งผลิต การจัดการแปลง ไปจนถึงการแปรรูป สะท้อนความเข้มงวดด้านคุณภาพ ความโปร่งใสของระบบการผลิต และความรับผิดชอบต่อทั้งผู้บริโภคและระบบนิเวศ”
อย่างไรก็ดี การพัฒนาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างอาชีพผ่านมิติสินค้าการเกษตรเท่านั้น หากยังขยายผลสู่การ ยกระดับการท่องเที่ยวและการเรียนรู้ อย่างเป็นระบบ โดย “เซ็นทรัล ทำ” ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์รองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้ 2 อาคาร รองรับผู้เข้าอบรมและนักท่องเที่ยวในปี 2568 ได้รวมกว่า 330,000 คน
พร้อมกันนี้ ยังมีการพัฒนากิจกรรมดูดาวซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับพื้นที่สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความงดงามของท้องฟ้ายามค่ำคืนท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ปราศจากมลภาวะทางแสง ควบคู่กับการรณรงค์ลดการใช้แสงสว่างที่ไม่จำเป็น เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ สัตว์ป่า และคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ อันเป็นการส่งเสริมความสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยพื้นที่ท้องฟ้าสวนเทพพนา อยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด หรือ Dark Sky Park ปี 2569 โดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT)

ด้าน คุณพิชัย กล่าวเพิ่มว่า “ในมิติสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน “เซ็นทรัล ทำ” ขับเคลื่อนการทำงานในพื้นที่ภายใต้โมเดล Green Restoration & Low-carbon Model ตามกรอบแนวคิด “ป่าต้นน้ำ สู่ท้องทะเล” ที่มุ่งฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่กับการสร้างเศรษฐกิจชุมชนอย่างสมดุล”
“ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปัจจุบัน มีการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในจังหวัดชัยภูมิรวมประมาณ 6,500 ไร่ ครอบคลุมทั้งเกษตรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วนเกษตร และการอนุรักษ์ป่าชุมชน เพื่อแก้โจทย์เชิงโครงสร้างของพื้นที่ ได้แก่ ดินเสื่อมโทรม รายได้ไม่มั่นคง และปัญหา PM2.5 จากการเผาชีวมวล โดยดำเนินการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิต”
“แนวทางสำคัญคือการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง อาทิ อะโวคาโด แมคคาเดเมีย ทุเรียน และกาแฟโรบัสต้า ควบคู่กับการพัฒนา “ห่วงโซ่คุณค่าไม่เผา” เปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรให้กลับมาเป็นทรัพยากร ผ่านกระบวนการผลิตและใช้ไบโอชาร์และปุ๋ยหมักภายในชุมชน เพื่อลดการเผา ลดต้นทุนปุ๋ย ฟื้นฟูดิน เพิ่มความชุ่มชื้น และสนับสนุนการกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว ตามแนวทางโซนต้นน้ำที่มุ่งลดการเผา จัดการชีวมวล และแปรรูปเป็นปุ๋ย–ไบโอชาร์อย่างครบวงจร”

“พร้อมกันนี้ วิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ได้ต่อยอดเป็น “ศูนย์เรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชน สวนเทพพนา” บูรณาการโรงผลิตไบโอชาร์และปุ๋ยหมักเป็นฐานการเรียนรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรและเครือข่ายในภูมิภาค อีกทั้งยกระดับ “เส้นทางเรียนรู้และท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ให้เป็นกลไกสร้างรายได้ต่อเนื่อง ควบคู่กับการดูแลและฟื้นฟูป่าชุมชน”
“ไม่เพียงเท่านั้น เราได้พัฒนาการศึกษา เด็กและเยาวชน และการดูแลคนพิการ โดยโรงเรียนบ้านไร่พัฒนาได้รับการยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมต้น ร่วมกับวิสาหกิจชุมชน ส่งเสริมการปลูกอะโวคาโดในพื้นที่ พร้อมจ้างงานเชิงสังคมสำหรับคนพิการในสวน เพื่อพัฒนาทักษะและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยในปีที่ผ่านมาได้พัฒนานักเรียนจำนวน 1,326 คน และครูบุคลากร 113 คน พร้อมขยายผลสู่เครือข่ายโรงเรียนอีก 10 แห่ง เน้นการพัฒนาครูด้านภาษาอังกฤษ STEM และการสร้างนักเรียนที่มีคุณธรรมด้วย”

โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา วิสาหกิจชุมชนสามารถสร้างรายได้ให้สมาชิกกว่า 60 ล้านบาท และขยายผลเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดได้ถึง 1,500 ราย สะท้อนศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
“หัวใจของความสำเร็จอยู่ที่การมองการพัฒนาในภาพรวม ไม่แยกส่วน ไม่ทำเฉพาะด้าน แต่เชื่อมโยงทุกมิติให้เดินหน้าไปพร้อมกัน การพัฒนาชุมชนในวันนี้จึงไม่ใช่การดำเนินโครงการเฉพาะส่วน หากแต่คือการออกแบบระบบเศรษฐกิจระดับพื้นที่ใหม่ ที่ผสานรายได้ การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ในกรอบเดียวกัน”
“โดย Holistic Shared Value Ecosystem คือกลไกที่ทำให้การเติบโตของธุรกิจและความเข้มแข็งของชุมชนเกื้อหนุนกันอย่างยั่งยืน และที่สำคัญ โมเดลนี้สามารถขยายผลได้ทั้งในระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของชุมชนไทยในระยะยาว แนวคิดดังกล่าวจะช่วยให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง พร้อมสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแรงและปรับตัวได้ต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต” คุณพิชัยกล่าวในที่สุด

เรียนรู้จากการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่ทั่วไทย

72 ปี องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จากพระราชอุทยาน สู่ความมุ่งมั่นด้าน ESG ระดับโลก

เปิดตัว 6 + 1 โชว์เคส ‘Appropriate Technology’ ภาคใต้ เสริมแกร่ง ‘เศรษฐกิจฐานราก’ แก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ให้ชาวปักษ์ใต้อย่างได้ผล

เรียนรู้จาก 7 ตัวแทนผู้นำชุมชนหญิงแกร่ง ร่วมแชร์ประสบการณ์ ส่งต่อแรงบันดาลใจบนเวที ประโยชน์สุขเดย์ by SCG

Post Views: 171

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/03/01/central-tham-holistic-shared-value-ecosystem/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uecwsHQ09dMAbgAikm_4x