• Wed. Jul 29th, 2026

อุตสาหกรรมไม้ รุ่งอรุณเศรษฐกิจยุคใหม่ ปั้นไทยฮับก่อสร้างสีเขียวอาเซียน

อุตสาหกรรมไม้-รุ่งอรุณเศรษฐกิจยุคใหม่-ปั้นไทยฮับก่อสร้างสีเขียวอาเซียนอุตสาหกรรมไม้ รุ่งอรุณเศรษฐกิจยุคใหม่ ปั้นไทยฮับก่อสร้างสีเขียวอาเซียน
อุตสาหกรรมไม้ รุ่งอรุณเศรษฐกิจยุคใหม่ ปั้นไทยฮับก่อสร้างสีเขียวอาเซียน

อุตสาหกรรมไม้ รุ่งอรุณเศรษฐกิจยุคใหม่ ปั้นไทยฮับก่อสร้างสีเขียวอาเซียน

ประเทศไทยมีโอกาสยกระดับอุตสาหกรรมไม้จากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่ Wood Economy หรือเศรษฐกิจไม้ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ภายใต้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยอาศัยนวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง (Wood Engineering) และเศรษฐกิจชีวภาพ (BioEconomy) เป็นฐานการพัฒนา

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII Thailand) และนายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา (Tiva Transformation Valley) ได้เสนอรายงานปฏิรูปประเทศไทย เรื่อง “ก้าวใหม่อุตสาหกรรมไม้ไทยสู่ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียว : ถอดรหัส Wood Economy ซูเฉียนโมเดล” โดยเสนอแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมไม้ไทยให้เป็นฐานการผลิตวัสดุก่อสร้างสีเขียวของภูมิภาค

อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII Thailand)

ถอดบทเรียน “ซูเฉียนโมเดล”

รายงานระบุว่า เมืองซูเฉียน มณฑลเจียงซู ประเทศจีน สามารถพลิกจากเมืองเกษตรกรรมสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมไม้ระดับโลก มีมูลค่าการผลิตกว่า 60,000 ล้านหยวนต่อปี จากการพัฒนา 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การบริหารป่าเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมมูลค่าสูง การพัฒนาผลิตภัณฑ์วิศวกรรมไม้ขั้นสูง เช่น LVL, Wood I-Beam และ CLT รวมถึงการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่ ทำให้เกิดการจ้างงานกว่า 300,000 คน และช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร 2-3 เท่า

ไทยมีฐานวัตถุดิบ พร้อมต่อยอดมูลค่าเพิ่ม

รายงานประเมินว่า ไทยมีศักยภาพด้านวัตถุดิบจากไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัส และไม้โตเร็ว ซึ่งปัจจุบันรองรับทั้งอุตสาหกรรมแผ่นไม้ประกอบ เยื่อและกระดาษ พลังงานชีวมวล การส่งออกชิ้นไม้สับ รวมถึงอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และก่อสร้าง

ปัจจุบันอุตสาหกรรมไม้ไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 200,000-250,000 ล้านบาทต่อปี แต่ยังมีโอกาสเพิ่มมูลค่าจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม้วิศวกรรมและวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ แทนการส่งออกวัตถุดิบ

ชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา (Tiva Transformation Valley)

ชู 3 เสาหลัก ขับเคลื่อน Wood Economy

รายงานเสนอ 3 แนวทางหลักเพื่อผลักดัน Wood Economy ได้แก่

  • ปฏิรูปกฎหมายและมาตรฐานการก่อสร้าง รองรับการใช้ไม้วิศวกรรม เช่น CLT, LVL และ Glulam รวมถึงเปิดทางให้ไม้เศรษฐกิจใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้
  • ส่งเสริมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมไม้มูลค่าสูง โดยสนับสนุนการวิจัย การทดสอบมาตรฐาน และมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อยกระดับการผลิตวัสดุก่อสร้างสีเขียว
  • พัฒนาระบบคาร์บอนเครดิต เปิดโอกาสให้เกษตรกรและภาคธุรกิจสร้างมูลค่าเพิ่มจากการปลูกป่าเศรษฐกิจและการกักเก็บคาร์บอนในผลิตภัณฑ์ไม้

ปักหมุดไทยสู่ฮับก่อสร้างสีเขียวอาเซียน

รายงานระบุว่า หากยุทธศาสตร์ Wood Economy เดินหน้าอย่างจริงจัง จะสร้างผลลัพธ์สำคัญใน 3 มิติ ได้แก่ เพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจมากกว่า 10 ล้านไร่ สนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality ยกระดับอุตสาหกรรมไม้และวัสดุก่อสร้างสีเขียวของไทยสู่ศูนย์กลางอาเซียน และช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรกว่า 1.5 ล้านครัวเรือนผ่านการเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมไม้

ไทย-ซูเฉียน จับมือยกระดับอุตสาหกรรมไม้

ภายหลังการเดินทางเยือนเมืองซูเฉียนของคณะผู้แทนไทย นำโดยนายอลงกรณ์ พลบุตร และนายชยดิฐ หุตานุวัชร์ พร้อมผู้แทนภาคเอกชนและมหาวิทยาลัย ได้หารือกับผู้บริหารเมืองซูเฉียน และบรรลุความตกลงสร้างความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมไม้ขั้นสูง และผลักดันประเทศไทยสู่ ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียวบนฐาน Wood Economy และ BioEconomy ในอนาคต

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/665148&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ku2mtF9ALoBqlQ091KcuW