
แนววินิจฉัยคดีที่สำคัญในคำร้องการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ก็คือ ศาล รธน.จะให้น้ำหนักเรื่องของ “หลักแห่งความจำเป็น Principle of Necessity ในการออกพระราชกำหนดมาบังคับใช้ ที่ต้องเป็นมาตรการที่จำเป็นแก่การดำเนินการ ให้เจตนารมณ์การออกพระราชกำหนดสำเร็จลุล่วงไปได้” ที่ก็คือ เพื่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หากศาล รธน.เห็นว่าอยู่บนหลักการดังกล่าว ก็จะมีมติให้ยกคำร้องของฝ่ายค้าน แต่หากเห็นว่าไม่เข้าข่าย และขัด รธน.มาตรา 172 ผลก็คือ พ.ร.ก.ถูกศาล รธน.สอยร่วง กลายเป็นโมฆะ
เป็นอันว่า เส้นทางการออก พระราชกำหนดให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. … วงเงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องเจอสภาวะชะงักงันกลางทาง
หลัง ส้ม พรรคประชาชน-ฟ้า พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศจับมือร่วมกันในการลงชื่อยื่นคำร้องเสนอประธานสภาฯ เพื่อส่งต่อไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัย เพราะทั้งสองพรรคมองว่าการออกพระราชกำหนดดังกล่าวไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 จึงยื่นคำร้องให้ศาล รธน.วินิจฉัยให้สะเด็ดน้ำ
ฝ่ายค้านประกาศไว้ว่าจะยื่นคำร้องภายในต้นสัปดาห์หน้า ประมาณวันที่ 11 พ.ค. หรืออย่างช้า 12 พ.ค. เพื่อให้ทันก่อนที่รัฐบาลจะส่ง พ.ร.ก.ดังกล่าวให้สภาพิจารณาในวันที่ 14 พ.ค. เมื่อ สส.ฝ่ายค้านยื่นคำร้องดักไว้ก่อนจะทำให้สภาไม่สามารถพิจารณา พ.ร.ก.ดังกล่าวได้ ต้องรอให้ศาล รธน.วินิจฉัยให้เสร็จสิ้น
กรณีของพระราชกำหนดที่เป็นเรื่องของความเร่งด่วน รัฐธรรมนูญจึงเขียนล็อกไว้ให้ศาล รธน.ต้องวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในไม่เกิน 60 วันหลังจากรับคำร้องไว้วินิจฉัย
โดยในช่วงจากนี้ไปจนถึงวันที่คำร้องส่งไปยังศาล รธน. แม้ล่าสุดมีการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ก.ออกมาแล้วเมื่อวันที่ 9 พ.ค. ก็จะไม่มีผลใดๆ กระบวนการจากสภาไปยังศาล รธน.จะเดินไปตามปกติ ซึ่งดูตามลำดับขั้นตอนแล้ว หากฝ่ายค้านเข้าชื่อกันครบ ยื่นก่อนสภาพิจารณา ตัวของ “โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ” ก็ต้องส่งคำร้องไปยังศาล รธน.ให้พิจารณา
ซึ่งเมื่อศาล รธน.ได้คำร้องและส่งให้ตุลาการศาล รธน.ทั้ง 9 คนแล้ว ตุลาการศาล รธน.ต้องมาพิจารณาลงมติว่าจะ รับคำร้อง หรือ ไม่รับคำร้อง ไว้ไต่สวนวินิจฉัย ที่ก็แน่นอนว่า ยังไง
ศาล รธน.รับคำร้องไว้วินิจฉัยแน่นอน
ต่อจากนั้นเข้าสู่กระบวนการไต่สวนของศาล รธน. ที่จะให้ทั้งฝ่ายผู้ร้องคือพรรคร่วมฝ่ายค้าน กับผู้ถูกร้องคือรัฐบาล-กระทรวงการคลัง เข้าสู่กระบวนการสู้คดี
โดยทั้งสองฝั่งต้องงัดข้อเท็จจริง-ข้อกฎหมายมาสู้คดีกัน ประเมินแล้วเป็นไปได้ที่ศาล รธน.อาจจะมีการ “เปิดห้องไต่สวน” เพื่อให้ตัวแทนจากฝ่ายค้านและรัฐบาลเข้าให้ถ้อยคำต่อหน้าตุลาการศาล รธน. เพื่อเสริมน้ำหนักแห่งการสู้คดีของฝั่งตัวเอง จนสุดท้ายศาล รธน.นัดลงมติและอ่านคำวินิจฉัย ซึ่งดูจากเงื่อนเวลาที่ให้ศาล รธน.ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในไม่เกิน 60 วัน ทำให้คดีนี้จะรู้ผลภายในช่วงกลางเดือน ก.ค.นับจากช่วงกลางเดือน พ.ค.เป็นต้นไป
สำหรับ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทดังกล่าว แบ่งออกเป็นสองก้อน
วงเงินแรก 200,000 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน โดยเป็นค่าใช้จ่ายในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและเกษตรกร รวมถึงช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยก็จะมีการนำเงินส่วนหนึ่งไปใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่วางไทม์ไลน์ไว้จะให้เริ่มลงทะเบียนปลายเดือน พ.ค.นี้ และจะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย.
ส่วนอีกก้อนก็ 200,000 ล้านบาทเช่นกัน แต่เป็นเงินที่ไว้ใช้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพิงพลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน รวมถึงโครงการส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมสำหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและการสร้างเศรษฐกิจใหม่
จุดที่ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาชนติดใจก็คือ เงินก้อนที่สอง-สองแสนล้านบาท ที่พรรคประชาชนมองว่าไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน ไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วน เป็นการตีเช็คเปล่า
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุไว้ว่า
“การพยายามสอดไส้ตีเช็คเปล่ากู้เงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเอาเงินเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เป็นการมัดรวมมาในการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานใช้เวลาหลายปี
การออก พ.ร.ก.กู้เงิน ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าต้องเป็นเงื่อนไขทางด้านเศรษฐกิจ จึงตั้งคำถามว่ากู้ 200,000 ล้านบาทมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานเข้าเงื่อนไขนี้จริงหรือไม่ และยังมีการมัดรวมกับก้อนเงินเยียวยาของประชาชน”
สอดรับกับความเห็นของ กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ปชป.-อดีต รมว.การคลัง ที่เป็นหัวหอกในการเคลื่อนไหวให้มีการส่งศาล รธน.ตีความ ซึ่งชี้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในเวลานี้ หลายบริบทแม้จะเจอกับปัญหาที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง โดยเฉพาะปัญหาต้นทุนพลังงาน-น้ำมันสูงขึ้น แต่ยังมีอีกหลายวิธีที่รัฐบาลสามารถนำมาใช้แก้ปัญหาได้ เช่น การลดภาษีสรรพสามิต และย้ำว่าบริบทในตอนนี้แตกต่างจากการออก พ.ร.ก.กู้เงินก่อนหน้านี้ เช่น ช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ออก “พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 วงเงิน 400,000 ล้านบาท” ที่เจอวิกฤตเศรษฐกิจหนักกว่านี้ จนรัฐบาลต้องแจกเช็คช่วยชาติ ผ่านไทยเข้มแข็ง หรือการออก พ.ร.ก.ยุคพลเอกประยุทธ์ ช่วงวิกฤตโควิดระบาดทั่วโลก
“พูดง่ายๆ มันไม่ได้มีวิกฤตในระดับที่จะมีผลกระทบต่อความมั่นคงระบบเศรษฐกิจ มีแหล่งอื่นที่จะช่วยทำให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนทุกโครงการที่รัฐบาลอยากทำได้ โดยไม่มีผลกระทบกับประเด็นเรื่องของวินัยการเงินการคลัง ขอเน้นว่า วินัยการเงินการคลังไม่ใช่เรื่องไกลตัว ถ้าเราไม่รักษาเรื่องนี้จะส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ คนที่สุดท้ายจะเดือดร้อนที่สุดคือประชาชน” กรณ์ยกเหตุผลในการต้องยื่นศาล รธน.มาอธิบาย
สรุปความได้ว่า เหตุผลหลักๆ ที่ฝ่ายค้านจะยื่นคำร้องต่อศาล รธน.ก็คือ ไม่เข้าเงื่อนไขความจำเป็นเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172-เกรงจะเป็นการตีเช็คเปล่า สอดไส้งบประมาณที่รอได้ในวงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะงบจะใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด และใช้วิธีตั้งงบผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปกติ เพื่อให้สภาตรวจสอบจะเหมาะสมกว่า แม้ต่อให้รัฐบาลจะมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาและตรวจสอบ อนุมัติโครงการ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานก็ตาม แต่ฝ่ายค้านยังมองว่าอาจจะมีการรั่วไหลสอดไส้ได้-มีทางเลือกอื่นในการหาเงิน เช่น การออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ปรับลดภาษีสรรพสามิตเพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพง ซึ่งเป็นวิธีที่รวดเร็วและไม่สร้างภาระดอกเบี้ยระยะยาว-เลี่ยงการตรวจสอบของระบบรัฐสภา เพราะเมื่อออกเป็น พ.ร.ก. มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ก็มีผลทันที แม้ต่อให้จะส่ง พ.ร.ก.มาให้สภาเห็นชอบ แต่ พ.ร.ก.มีผลไปแล้ว
รวมถึงมองว่าการออกพระราชกำหนดรอบนี้ สร้างความเสี่ยงในเรื่องการไม่รักษาวินัยทางการคลัง fiscal discipline ก่อให้เกิดภาระหนี้ระยะยาว โดยเฉพาะหากสุดท้ายไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงตามที่ระบุเหตุผลในการออกพระราชกำหนด
ทั้งนี้ กระบวนการยื่นคำร้องให้ศาล รธน.วินิจฉัย เป็นกระบวนการที่เรียกว่า การตรวจสอบความชอบธรรมของพระราชกำหนด
ซึ่งเมื่อศาล รธน.รับคำร้องไว้ไต่สวน องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะไต่สวนโดยฟังการสู้คดีของทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล จากนั้นจะมาพิจารณาการออกพระราชกำหนดดังกล่าวว่าเข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ โดยพิจารณาจากองค์ประกอบต่างๆ เช่น วัตถุประสงค์ในการออกพระราชกำหนด-ระยะเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก.และกรอบการกู้เงิน และองค์กรผู้มีอำนาจตรากฎหมายคือคณะรัฐมนตรี ได้ดำเนินการออก พ.ร.ก.โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่
ขอชี้เป้าไว้ว่า ที่ผ่านมาพบได้ว่าแนวทางการไต่สวนคำร้องคดีการออกพระราชกำหนดกู้เงินในช่วงที่ผ่านมาหลายปี ที่มีการไปยื่นให้ศาล รธน.วินิจฉัยมาแล้วหลาย พ.ร.ก. แนววินิจฉัยคดีที่สำคัญพบว่า ศาล รธน.จะให้น้ำหนักเรื่องของ
“หลักแห่งความจำเป็น Principle of Necessity ในการออกพระราชกำหนดมาบังคับใช้ ที่ต้องเป็นมาตรการที่จำเป็นแก่การดำเนินการ ให้เจตนารมณ์การออกพระราชกำหนดสำเร็จลุล่วงไปได้” ที่ก็คือ เพื่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ แก้ไขและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
หากศาล รธน.เห็นว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท อยู่บนหลักการดังกล่าว ก็จะมีมติให้ยกคำร้องของฝ่ายค้าน การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทก็เดินหน้าต่อไป แต่หากเห็นว่าไม่เข้าข่ายหลักแห่งความจำเป็น อันขัด รธน.มาตรา 172 ผลก็คือ พ.ร.ก.ถูกศาล รธน.สอยร่วง กลายเป็นโมฆะ
ผลก็คือรัฐบาลต้องรับแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองที่จะตามมา.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/dominate-the-situation-news/993626/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VrRNmYlwq8AtipfeEOBwu

