ภายหลังมาตรการตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 69 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับเพิ่มอัตราเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเพิ่มการอุดหนุนภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเป็น 20.36 บาทต่อลิตร เพื่อคงราคาขายปลีกไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีผลทันที ขณะที่ประชาชนยังเดือดร้อนเรื่องการเติมน้ำมัน เนื่องจากปั๊มขาดแคลนน้ำมันให้บริการ นั้น
เมื่อวันที่ 18 มี.ค. นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล วุฒิสมาชิก คณะกรรมาธิการทหาร และความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เรียกร้องให้รัฐมนตรีพลังงาน เร่งดำเนินการให้บริษัทผู้ค้าน้ำมัน เช่น ปตท. บางจาก เชลล์ คาลเท็กซ์ ที่เป็นเจ้าของกิจการโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งของประเทศ ซึ่งได้หยุดขายน้ำมันในบัญชีค้าส่งให้กับจ๊อบเบอร์ ทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุกประเภท บริษัทขนส่งสินค้า บริษัทรถโดยสารประจำทาง ผู้รับเหมาก่อสร้างถนนหนทางและชลประทาน ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ ที่ซื้อน้ำมันผ่านจ๊อบเบอร์ ที่เป็นผู้ค้าน้ำมันมาตรา 2 ที่เป็นลูกค้าของบริษัทน้ำมันทั้งหมด โดยซื้อจากบัญชีค้าส่ง ส่วนปั๊มน้ำมัน ซื้อในบัญชีค้าปลีก เมื่อบริษัททั้งหมด ที่เป็นเจ้าของโรงกลั่น สั่งหยุดขายบัญชีค้าส่ง ทำให้ จ๊อบเบอร์ ไม่สามารถส่งน้ำมันให้ผู้ประกอบการทุกประเภท ทำให้ต้องไปเติมน้ำมันจากปั๊มน้ำมัน จนทำให้น้ำมันในปั๊มไม่พอขาย รวมทั้งคลังน้ำมันในแต่ละพื้นที่ ได้รับคำสั่งจากบริษัทน้ำมัน ให้มีการจำกัดขายให้ปั๊ม โดยจำกัดจำนวนน้ำมัน เพื่อให้เพียงพอในการจ่ายน้ำมัน จนกว่าเรือบรรทุกน้ำมัน หรือรถบรรทุกน้ำมันจากโรงกลั่น จะส่งน้ำมันมายังคลังน้ำมัน ยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้มีการปิดปั๊มครึ่งวัน เพราะน้ำมันหมด และมีรถจ่อคิวนับร้อยคัน เพื่อรอเติมน้ำมัน

นายไชยยงค์ กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาความเดือดร้อน และโกลาหล ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ รมว.พลังงาน ต้องสั่งการให้บริษัทน้ำมัน ซึ่งเป็นเจ้าของโรงกลั่น เปิดขายน้ำมันในบัญชีค้าส่ง โดยให้ จ๊อบเบอร์ สามารถซื้อน้ำมันจากบริษัทน้ำมันได้ อาจจะมีราคาที่แพงกว่าราคาหน้าปั๊ม หรือ บัญชีค้าปลีกบ้าง แต่ต้องไม่ใช่ลิตรละ 50 บาท อย่างที่บางบริษัท เคยเปิดขายในบัญชีค้าส่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเกลียด และไม่มีธรรมภิบาล และผู้ประกอบการรับไม่ได้ เพราะหาก รมว.พลังงาน ยังไม่แก้ปัญหาให้มีการขายในบัญชีค้าส่ง ผู้ประกอบการทุกประเภท ก็ต้องไปแย่งซื้อน้ำมันในปั๊มกับประชาชนที่ใช้รถใช้ถนน ถ้า รมว.พลังงาน และผู้บริหารรัฐบาล ไม่แก้ไข ปล่อยให้ผู้ประกอบการธุรกิจทุกประเภท ไปเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมัน และบริษัทน้ำมันมีการจำกัดโควตา ไม่ขายน้ำมั้นให้กับปั๊ม ที่ต้องซื้อน้ำมันมากกว่าปกติ เพราะต้องขายให้กับผู้ประกอบการ ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันก็จะแก้ไม่ได้
“ผู้ประกอบการมีความสำคัญกับการอยู่รอดของเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าโรงงานต้องหยุด การขนส่งต้องหยุด เศรษฐกิจของประเทศจะล่มสลาย และหากผู้ประกอบการต้องซื้อน้ำมันในราคาแพง สินค้าทุกชนิดต้องแพงขึ้น เพราะมีการขึ้นค่าขนส่ง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีโรงงานอุตสาหกรรม และเป็นชุมทางการขนส่ง เป็นเมืองชายแดน อย่าง จ.สงขลา ที่ต้องขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อส่งออกไปยังท่าเรือปีนัง ประเทศมาเลเซีย และท่าเรือที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งต้องเติมน้ำมันในประเทศก่อนที่จะไปเติมยังมาเลเซีย ถ้าการส่งออกมีปัญหา เพราะขาดแคลนน้ำมัน ความหายนะ จะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการที่ส่งผลถึงความหายนะของเศรษฐกิจของประเทศด้วย” สว.ไชยยงค์ กล่าว

นายไชยยงค์ กล่าวต่อว่า ฝากถึงผู้ว่าราชการ จ.สงขลา และพลังงาน จ.สงขลา ก่อนที่จะบอกกับประชาชน ว่า น้ำมันมีเพียงพอ และไม่ขาดแคลน ให้ลงพื้นที่ดูข้อเท็จจริง โดยสอบถามจากปั๊มน้ำมันว่า ก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง เขาซื้อน้ำมัน หรือได้รับน้ำมันจากคลังน้ำมันใน อ.สิงหนคร จ.สงขลา ปั๊มละหมื่นลิตรต่อวัน และหลังจากมีวิกฤติจากสงครามตะวันออกกลาง เขาถูกตัดโควตาวันละกี่พันลิตร โดยสามารถดูหลักฐานจาก “ใบอินวอยซ์” ที่ออกจากคลังน้ำมันได้ รวมทั้งสอบถามพนักงานขับรถบรรทุกน้ำมัน ซึ่งจะบอกได้ว่า ณ วันนี้ รถบรรทุก 16,000 คัน 8 คลัง จ่ายน้ำมันให้เพียง 10,000 ลิตร บางวันได้เพียง 9,000 ลิตร หรือ 7,000 ลิตร ที่สำคัญแม้แต่น้ำมัน แก๊สโซฮอร์ 91 และ 95 ที่ไม่เกี่ยวกับโรงงานอุตสาหกรรม การขนส่ง และภาคการเกษตร ก็มีการจำกัดการขายให้ปั๊ม ทำให้เกิดการขาดแคลน ที่ไม่ต่างกับน้ำมันดีเซล ผู้ว่าราชการจังหวัด และพลังงานจังหวัด ต้องมีการพูดคุยกับนายคลัง ทั้งคลัง ปตท. และคลังร่วม และตัวแทนจำหน่ายของบริษัทน้ำมัน ปตท. บางจาก เชลล์ และคาลเท็กซ์ ที่ อ.สิงหนคร เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริง ก่อนที่จะทำความเข้าใจกับประชาชน การขาดแคลนน้ำมัน ไม่ใช่มาจากการความแตกตื่น และแห่มาเติมเพื่อกักตุน แต่เป็นเพราะการบริหารที่ผิดพลาดของผู้รับผิดชอบ ที่ไม่เข้าใจเรื่องธุรกิจ การค้าน้ำมันในประเทศ และปล่อยให้โรงกลั่น อยู่เหนือกฎหมายที่รัฐบาลควบคุมไม่ได้

สว.ไชยยงค์ กล่าวอีกว่า ส่วนของ จ.สงขลา ที่การขาดแคลนน้ำมันรุนแรงมาก เป็นเพราะในเวลาปกติ ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งซื้อน้ำมันจากขบวนการลักลอบนำเข้าน้ำมันเถื่อนจากประเทศมาเลเซีย วันละไม่ต่ำกว่า 1 ลิตร แต่หลังจากเกิดสงครามในตะวันออกกลาง น้ำมันในประเทศมาเลเซียแพงขึ้น ปั๊มน้ำมันในมาเลเซีย จำหน่ายดีเซลที่ลิตรละ 30 บาท เท่ากับหน้าปั๊มของประเทศไทย ทำให้การค้าน้ำมันเถื่อนหยุดชะงัก ซึ่งเป็นการซ้ำเติมความขาดแคลนของ จ.สงขลา มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะรถเทรเลอร์บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์กว่า 200 คัน ที่ต้องบรรทุกสินค้าไปยังมาเลเซีย-สิงคโปร์ ที่ต้องใช้น้ำมันเป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อก่อนส่วนใหญ่ใช้น้ำมันเถื่อน และเติมน้ำมันในประเทศมาเลเซีย.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5698419/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23ocl0dVv1hFjzJ5Ymq6nf

