“สงครามอิหร่าน” ส่อแววยืดเยื้อกดดันราคาน้ำมันพุ่ง “นักเศรษฐศาสตร์” ห่วงทุบเศรษฐกิจแรง “อมรเทพ”เผย เลวร้ายสุดกระทบจีดีพีไทย 0.8 % เร่งไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค “บุรินทร์” ชี้ช่องแคบฮอร์มุซจุดตายทุบเศรษฐกิจทั่วโลก แรงกว่าสงครามรัสเซียยูเครน หวั่นจีดีพีหาย 1-5% “กอบศักดิ์” เทียบสงครามรัสเซีย-ยูเครน “จีดีพีไทย” หาย 0.5-1% วอลล์สตรีทเตือนวิกฤติพลังงานหนักสุดรอบหลายสิบปี อาจยืดเยื้อกว่าที่คาด
“สงครามอิหร่าน” ส่อแววยืดเยื้อกดดันราคาน้ำมันพุ่ง “นักเศรษฐศาสตร์” ห่วงทุบเศรษฐกิจแรง “อมรเทพ”เผย เลวร้ายสุดกระทบจีดีพีไทย 0.8 % เร่งไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค “บุรินทร์” ชี้ช่องแคบฮอร์มุซจุดตายทุบเศรษฐกิจทั่วโลก แรงกว่าสงครามรัสเซียยูเครน หวั่นจีดีพีหาย 1-5% “กอบศักดิ์” เทียบสงครามรัสเซีย-ยูเครน “จีดีพีไทย” หาย 0.5-1% วอลล์สตรีทเตือนวิกฤติพลังงานหนักสุดรอบหลายสิบปี อาจยืดเยื้อกว่าที่คาด
สถานการณ์ความขัดแย้งใน “ภูมิภาคตะวันออกกลาง” ที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึง “เศรษฐกิจไทย” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมี “ราคาน้ำมัน” เป็นฟันเฟืองหลักในการส่งผ่านผลกระทบดังกล่าว
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า หากประเมินจากความรุนแรงจากราคาน้ำมันเป็นซินาริโอ ประเมิน 3 กรณี คือ 1.กรณีฐานราคาน้ำมันที่ 100 ดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นกว่าปี 2568 ค่อนข้างมากที่เฉลี่ยเพียง 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเท่านั้น
แต่ยังถือว่าเป็นระดับที่เศรษฐกิจไทยพอรับได้ แต่จะกระทบต่อจีดีพีชะลอลงจากฐานเดิมราว 0.4% ซึ่งอาจส่งผลให้ตัวเลขการเติบโตลงมาอยู่ที่ 1.7% จากเดิมที่คาดการณ์เศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ 2.1% ปีนี้ และในไตรมาสแรกมีความเสี่ยงที่จีดีพีจะติดลบหากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
2.กรณีเลวร้าย หรือ Worst Case หากน้ำมันที่ 140 ดอลลาร์ จากความขัดแย้งขยายวงกว้างมากขึ้น จะยิ่งเป็นปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้ชะลอตัวอย่างมากที่ราว 0.8% จากประมาณการเดิม และมีความเสี่ยงเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค จีดีพีมีโอกาสติดลบ 2 ไตรมาสติดในไตรมาส 2 นี้ด้วย
และ3.กรณีเลวร้ายที่สุด คือราคาน้ำมันพุ่งเฉียด 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหากสถานการณ์สงครามร้ายแรงขั้นสุด อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซสมบูรณ์และยาวนาน ซึ่งจะมีผลกระทบจะมหาศาลและรุนแรงกว่าที่คิดไว้มากต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ทำให้กรณีนี้ผลกระทบอาจทวีคูณจากเดิมที่มองไว้ได้
อย่างไรก็ตาม มองว่าผลกระทบกระจายตัวผ่านห่วงโซ่อุปทานไปทุกภาคส่วนเศรษฐกิจไทย ทั้งช็อกภาคการบริโภคและการลงทุน ความเชื่อมั่นให้ที่อ่อนแอลงจะทำให้การบริโภคภายในประเทศและการลงทุนภาคเอกชนหยุดชะงัก กระทบต่อรายอุตสาหกรรม
ทั้งเหล็กและวัสดุก่อสร้าง สิ่งทอและเส้นด้าย บรรจุภัณฑ์ พลาสติก และอาหารต่าง ๆ ที่ล้วนมีส่วนประกอบหรือต้นทุนการขนส่งที่ผูกติดกับน้ำมัน ภาครัฐแม้อุดหนุนราคาน้ำมันจะพยุงแค่ชั่วคราว แต่อาจนำไปสู่ปัญหาระยะยาวที่ร้ายแรง
ทั้งหนี้ภาครัฐพุ่งจากการอุดหนุนที่ไม่ตรงจุด โดยไทยอาจเสี่ยงต่อการถูกปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) หรือโดนลดอันดับเครดิต (Credit Rating) ดุลบัญชีเดินสะพัดมีความเสี่ยงของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะเพิ่มสูงขึ้นจากการนำเข้าน้ำมันราคาแพง
- จุดตายเศรษฐกิจทั่วโลกคือช่องแคบฮอร์มุซ
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะกรรมการผู้จัดการและ Chief Economist บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่าหากประเมินถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นซินาริโอมองว่า หากราคาน้ำมันเฉลี่ย 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลจะส่งผลกระทบต่อจีดีพีลดลง1.3% หากเทียบจากประมาณการฐานเดิมที่ 1.9% อาจทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขณะที่เงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้น 2.2%
ถัดมา หากราคาน้ำมันเฉลี่ย 140-200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ผลกระทบต่อจีดีพีไทยจะรุนแรงขึ้นอย่างมาก โดยอาจติดลบไปถึงประมาณ 4-5% ซึ่งถือเป็นระดับที่สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างหนัก
“นอกจากผลกระทบต่อจีดีพี วิกฤติน้ำมันยังส่งผลต่อดุลการค้าและค่าเงินบาท เพราะทุก 10 ดอลลาร์ที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นทำให้ไทยขาดดุลการค้าเพิ่มราว 0.8-0.9% ของจีดีพี หรือ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 3.5 พันล้านดอลลาร์ต่อปี จึงเป็นแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วตามปัจจัยพื้นฐานที่แย่ลง ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนขายหุ้นออกเงินไหลออกนอกประเทศ”
- เทียบสงครามรัสเซียยูเครนกระทบจีดีพีไทย 1%
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า หากเทียบกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมันโลกเคยปรับตัวขึ้นไปอยู่ในระดับประมาณ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบจ่อเศรษฐกิจไทยจะอยู่ที่ราว 0.5-1% ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างน้อย 2-3 ด้าน ทั้งส่งผลต่อค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งและต้นทุนพลังงานในประเทศ รวมถึงราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศ
ผลกระทบที่ตามมาคือ เรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจะส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการในหลายประเทศ และเมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธนาคารกลางของหลายประเทศก็จะเริ่มมีความกังวล และอาจต้องตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น เช่นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
ดังนั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยหากเผชิญเหตุการณ์คล้ายสงครามรัสเซีย-ยูเครน ประเทศไทยอาจต้องใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมากเพื่อพยุงราคาพลังงานภายในประเทศ ซึ่งในอดีตใช้เงินกองทุนน้ำมันถึง 2 แสนล้านบาท
แต่สิ่งที่น่าห่วงคือประเทศไทยมีข้อจำกัดเรื่องการใช้งบประมาณ การกู้เพิ่มขึ้น เนื่องจากใกล้ติดเพดานหนี้สาธารณะ ทำให้เรื่องนี้น่าห่วงมากขึ้น
- วอลล์สตรีทเตือนอาจยืดเยื้อกว่าที่คาด
ขณะที่สถาบันการเงินชั้นนำในวอลล์สตรีทเตือนว่า สงครามอิหร่านกำลังผลักดันตลาดพลังงานโลกเข้าสู่ “วิกฤติอุปทานรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ”
นักวิเคราะห์ของธนาคาร “เจพีมอร์แกนเชส” ระบุในรายงานว่า การลดกำลังการผลิตและการส่งออกน้ำมันอาจทำให้อุปทานน้ำมันดิบหายไปเกือบ “12 ล้านบาร์เรลต่อวัน” ภายในสัปดาห์หน้า และจะเริ่มสะท้อนผลอย่างชัดเจนในตลาดจริง โดยผลกระทบกำลังลามไปยังผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป เช่น น้ำมันดีเซล ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน
ด้านธนาคาร “โกลด์แมน แซคส์” ระบุว่า ปริมาณน้ำมันที่ไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญที่สุดของโลก ได้ลดลงอย่างรุนแรง
โดยจากระดับปกติมากกว่า 19 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือเพียงประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ขณะที่อาร์บีซี แคปิทัล มาร์เก็ตส์ ประเมินว่า ราคาน้ำมันอาจทะลุระดับ 128 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นจุดสูงสุดหลังสงครามรัสเซีย–ยูเครนในปี 2022 และยังมีโอกาสไปทดสอบระดับสถิติสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ที่ราว 147 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อปี 2008
- การระบายน้ำมันสำรองIEA ยังไม่ช่วย
แม้การปล่อยน้ำมันสำรอง 400 ล้านบาร์เรล ของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะมีปริมาณมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ แต่ก็มีเป้าหมายเพียงแค่ช่วยชดเชยช่องว่างอุปทานในตลาดเท่านั้น และช่องว่างนั้นก็มีขนาดใหญ่มากและกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยปกติแล้วมีน้ำมันประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังสงครามดำเนินมา 12 วัน ช่องว่างอุปทานทั่วโลกได้ทะลุ 200 ล้านบาร์เรลไปแล้ว
ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ IEA เตรียมปล่อยออกมา โดยญี่ปุ่นจะเริ่มระบายน้ำมัน 80 ล้านบาร์เรลออกมาในวันจันทร์นี้ และสหรัฐจะเริ่มระบาย 172 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์นี้เช่นกัน
ขณะที่ปริมาณการระบายน้ำมันสำรอง 400 ล้านบาร์เรล เป็นสัดส่วนที่รองรับความต้องการใช้น้ำมันของโลกแค่เพียง 4 วัน เท่านั้น
เกรกอร์ เซเมียนิอุก ศาสตราจารย์ด้านนโยบายสาธารณะและ
เศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ แอมเฮิร์สท์ ระบุว่า หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ การปล่อยน้ำมันสำรองจะช่วยบรรเทาได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น
ตลาดได้สะท้อนข่าวการปล่อยน้ำมันสำรองไปแล้วบางส่วน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ราคาน้ำมันลดลงสู่ระดับราว 80 ดอลลาร์ไปก่อนหน้านี้แล้ว หลังจากเคยพุ่งเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นอกจากนี้ เมื่อปล่อยน้ำมันสำรองออกมาแล้ว “อำนาจต่อรอง” ของมาตรการนี้ก็จะลดลง
และหากการปิดช่องแคบยังคงดำเนินต่อไป ความเสี่ยงก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นหากตลาดน้ำมันโลกมองว่าปริมาณน้ำมันสำรองไม่สามารถชดเชยการขาดแคลนอุปทานได้ทั้งหมด ผลกระทบต่อการกดราคาน้ำมันก็จะจำกัดลง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1225278&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yhY0bglEzyI47n_VYS9So

