• Wed. Mar 18th, 2026

สงครามดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เสี่ยงเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อและชะลอการลดดอกเบี้ยของแอฟริกาใต้

สงครามดันราคาน้ำมันทะลุ-100-ดอลลาร์ต่อบาร์เรล-เสี่ยงเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อและชะลอการลดดอกเบี้ยของแอฟริกาใต้สงครามดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เสี่ยงเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อและชะลอการลดดอกเบี้ยของแอฟริกาใต้

แนวโน้มเศรษฐกิจของแอฟริกาใต้กำลังเผชิญความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ขยายตัวระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวสูงขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และในบางช่วงปรับขึ้นใกล้ระดับ 120 ดอลลาร์ เนื่องจากตลาดกังวลว่าสงครามอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของอุปทานพลังงานในภูมิภาค

สำหรับแอฟริกาใต้ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเป็นส่วนใหญ่ การปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลต่อเนื่องไปยังต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้าอาหาร และระดับเงินเฟ้อโดยรวม นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าหากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง อาจส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งอาจทำให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2569 ต้องล่าช้าออกไป

หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของ Standard Bank (DrElna Moolman) ระบุว่า ผลกระทบด้านเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้การผ่อนคลายนโยบายการเงินต้องเลื่อนออกไป โดยก่อนหน้านี้ธนาคารกลางแอฟริกาใต้ (South African Reserve Bank) มีแนวโน้มจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2569 หลังจากอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงเข้าสู่ช่วงเป้าหมายที่ 3–6 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ ระบบกำหนดราคาน้ำมันของแอฟริกาใต้เชื่อมโยงกับราคาน้ำมันในตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยนแรนด์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลกจะสะท้อนมายังราคาขายปลีกภายในประเทศในที่สุด นักวิเคราะห์บางส่วนคาดว่าหากราคาน้ำมันยังคงสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อเนื่อง แอฟริกาใต้อาจเผชิญกับการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ผลกระทบด้านเงินเฟ้ออาจยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ หากค่าเงินแรนด์ยังคงมีเสถียรภาพ ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์บางประเภท เช่น ทองคำ โลหะกลุ่มแพลทินัม และถ่านหิน ซึ่งแอฟริกาใต้เป็นผู้ผลิตสำคัญของโลก มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่เกิดความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจช่วยชดเชยผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นได้บางส่วน

นอกจากนี้ ตลาดพลังงานโลกยังคงจับตาความเสี่ยงด้านอุปทานจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญระหว่างอิหร่านและโอมานที่มีปริมาณการขนส่งน้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของโลก หากเกิดการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าว อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอีก และเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน เช่น แอฟริกาใต้

ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ สถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น อาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและต้นทุนการดำเนินธุรกิจในแอฟริกาใต้ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่ง ซึ่งอาจส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงและกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ขณะเดียวกัน การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์บางประเภท เช่น ทองคำ โลหะกลุ่มแพลทินัม และถ่านหิน อาจช่วยพยุงรายได้จากการส่งออกของแอฟริกาใต้ได้ในระดับหนึ่ง

การปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานและค่าขนส่งในตลาดโลกส่งผลให้ต้นทุนการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงส่งผลระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในแอฟริกาใต้

เครดิตภาพและที่มาข่าว www.mg.co.za

ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพริทอเรีย

มีนาคม 2569

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hucnd6d4ycr4bsbbnwk3j4y8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0z8zrLbTzUXyX9nsF8usPn