• Mon. Aug 24th, 2026

ลงทุนพุ่ง แต่ไทยได้อะไร? เปิดภาวะ “เศรษฐกิจไข่แดง” เสี่ยงเป็นแค่พื้นที่ให้เช่า

ลงทุนพุ่ง-แต่ไทยได้อะไร?-เปิดภาวะ-“เศรษฐกิจไข่แดง”-เสี่ยงเป็นแค่พื้นที่ให้เช่าลงทุนพุ่ง แต่ไทยได้อะไร? เปิดภาวะ “เศรษฐกิจไข่แดง” เสี่ยงเป็นแค่พื้นที่ให้เช่า

ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 อาจดูเหมือนมีสัญญาณบวกจากการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึง 13.4% แต่เมื่อมองลึกลงไป กลับพบภาพที่น่ากังวล

นายนพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ว่า การลงทุนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเครื่องจักรและชิ้นส่วนเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

TDRI
นายนพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ผลที่ตามมาคือ ไทยมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงเป็นประวัติการณ์ราว 5.75 แสนล้านบาท แม้ส่วนหนึ่งจะเกิดจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ เมื่อหันกลับมาดู “ภาคการผลิตจริง” ในประเทศ กลับขยายตัวเพียง 0.1% ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงเหลือ 57.47% ต่ำสุดในรอบ 6 ปี

พูดง่ายๆ คือ เงินลงทุนเข้ามา แต่ภาคผลิตไทยไม่ได้โตตาม

เมื่อการลงทุนสูง แต่ประโยชน์ไม่กระจายถึงเศรษฐกิจไทย

นายนพรุจ อธิบายว่า ภาวะดังกล่าวเรียกว่า “เศรษฐกิจแบบไข่แดง” (Enclave Economy)

ลักษณะคือ ต่างชาติเข้ามาตั้งฐานผลิตหรือติดตั้งเทคโนโลยีขั้นสูงในไทย แต่การดำเนินธุรกิจกลับแยกออกจากระบบเศรษฐกิจในประเทศ ไม่ได้เชื่อมโยงกับผู้ผลิตหรือวัตถุดิบไทยมากนัก

ผลกำไรส่วนใหญ่จึงไหลกลับไปต่างประเทศ ขณะที่ไทยได้รับเพียงมูลค่าเพิ่มในขั้นปลายน้ำและค่าจ้างแรงงานที่จำกัด

โดยมองว่า นี่สะท้อนว่านโยบายเศรษฐกิจไทยยังติดอยู่กับแนวคิดส่งเสริมการลงทุนแบบเดิมเมื่อประมาณ 40 ปีก่อน ซึ่งเชื่อว่า หากให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อดึง FDI เข้ามา การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตไทยจะเกิดขึ้นเอง

แต่วันนี้บริบทเปลี่ยนไปแล้ว

เพราะข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA เปิดทางให้บริษัทต่างชาติสามารถนำเข้าชิ้นส่วนต้นทุนต่ำจากประเทศต้นทางได้โดยตรง ฐานผู้ผลิตในประเทศจึงไม่ได้ถูกพัฒนาเท่าที่ควร

จนเกิดคำถามสำคัญว่า…ประเทศไทยกำลังกลายเป็นเพียง “พื้นที่ให้เช่า” สำหรับตั้งโรงงานและโกดังเซิร์ฟเวอร์หรือไม่?

ถ้าอยากเป็นประเทศรายได้สูง ต้องสร้าง “ของตัวเอง”

นายนพรุจ ระบุว่า ไทยไม่มีทางก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูง หากยังเป็นเพียงฐานรับจ้างประกอบสินค้าขั้นปลาย หรือเปิดพื้นที่ให้ต่างชาติเข้ามาตั้งฐานผลิต

หัวใจสำคัญของการเพิ่มรายได้ต่อหัวอย่างยั่งยืน คือ การยกระดับผลิตภาพ มีเทคโนโลยีและความสามารถของตัวเอง และสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ

ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานราคาถูก ไปสู่การผลิตสินค้าเทคโนโลยีมูลค่าสูง ที่สามารถสร้างผลตอบแทนและกระจายรายได้กลับสู่คนในประเทศ

3 ทางออก สู่ “นโยบายอุตสาหกรรมยุคใหม่”

อย่างไรก็ตาม นายนพรุจเสนอว่า ภาครัฐต้องเปลี่ยนวิธีคิด และสร้างยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการพัฒนาเทคโนโลยีของไทย โดยเฉพาะสาขาที่ต่อยอดจากฐานความเชี่ยวชาญเดิม เพื่อสร้างความสามารถเฉพาะทางจนไทยสามารถขึ้นมาเป็นผู้นำ หรือใช้เป็นข้อต่อรองในการเจรจาการค้ากับต่างประเทศได้

1. เลือกให้ชัดว่าไทยจะเก่งอะไร

แทนที่จะตั้งเป้าหมายกว้างๆ เช่น การเป็น “ศูนย์กลางระดับภูมิภาค” หรือส่งเสริมทุกอุตสาหกรรมแบบหว่านแห จนงบประมาณและสิทธิประโยชน์กระจายตัว

รัฐควรกำหนด “ตำแหน่งเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานโลก” ที่สอดคล้องกับขีดความสามารถและฐานทุนเดิมของไทย

ไทยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของเทคโนโลยีทุกตัวหรือผลิตสินค้าทุกขั้นตอน แต่ต้องเลือกจุดที่สามารถสร้างความได้เปรียบเฉพาะทางจนโลกขาดไม่ได้

เช่น ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ไทยควรมุ่งไปที่ การประกอบและทดสอบขั้นสูง รวมถึงเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ ซึ่งสามารถต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เดิมได้

ขณะเดียวกัน ต้องเปิดทางให้แรงงานและผู้ประกอบการจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่กำลังชะลอตัว เช่น ยานยนต์สันดาปและพลาสติก นำความเชี่ยวชาญไปต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอนาคต เช่น ชิ้นส่วนเครื่องมือแพทย์ ระบบราง และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

เพื่อรักษาการจ้างงานทักษะสูงและเพิ่มมูลค่าในประเทศ

2. ทุกหน่วยงานต้องเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

รัฐบาลต้องเลิกทำงานแบบต่างคนต่างทำตามภารกิจของแต่ละกระทรวง แต่ต้องออกแบบ “ชุดนโยบาย” โดยมีเป้าหมายของแต่ละอุตสาหกรรมเป็นตัวตั้ง

ตั้งแต่การสนับสนุนทุนวิจัย การยกระดับโรงงานให้ได้มาตรฐานสากล การปลดล็อกกฎระเบียบ การเร่งทดสอบมาตรฐานในประเทศ ไปจนถึงการใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสร้างตลาดนำและการใช้งานจริง

เพราะหากขาดเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง การพัฒนาอุตสาหกรรมก็จะไม่สมดุล

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ที่ไทยสามารถสร้างตลาดได้ในปริมาณมาก แต่ยังขาดการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

3. รัฐต้องทำงานข้ามกระทรวง และจับมือเอกชนอย่างใกล้ชิด

ความสำเร็จของนโยบายอุตสาหกรรมไม่ได้อยู่แค่การมีนโยบาย แต่ต้องมีกลไกที่สามารถทลายกำแพงการทำงานแบบไซโลได้

นายนพรุจเสนอให้มีทั้งกลไกระดับชาติที่ประสานงานข้ามกระทรวงได้จริง และคณะทำงานเฉพาะด้านที่ลงลึกถึงรายละเอียดและช่วยปลดล็อกปัญหาของแต่ละอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน รัฐควรยึดหลัก “ใกล้ชิดแต่ไม่ถูกครอบงำ”

เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้ใช้งานจริงเข้ามาร่วมออกแบบนโยบายและทดลองผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้รัฐเข้าใจปัญหาหน้างานและตอบโจทย์ตลาดได้จริง

แต่ในเวลาเดียวกัน ต้องรักษาความเป็นอิสระในการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อไม่ให้การสนับสนุนของรัฐกลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม

สุดท้ายแล้ว “ลงทุนมาก” อาจไม่ใช่คำตอบ

สำหรับ นายนพรุจ ตัวชี้วัดความสำเร็จของเศรษฐกิจไทยไม่ควรอยู่ที่ว่าไทยดึงต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานได้มากแค่ไหน หรือเข้าไปเป็นซัพพลายเออร์ให้บริษัทต่างชาติได้กี่ราย

แต่ต้องถามว่า…ไทยสามารถเพิ่มผลิตภาพของประเทศ ด้วยการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นหัวหอกเชิงยุทธศาสตร์ของตัวเองได้หรือไม่

เพราะหากไทยไม่สามารถสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับโลกได้ ผลิตภาพของประเทศก็อาจติดเพดาน และไทยก็จะยังวนเวียนอยู่กับ “กับดักรายได้ปานกลาง” ต่อไป

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่ “จะดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศได้เท่าไร”

แต่คือ “ทำอย่างไรให้การลงทุนที่เข้ามา สร้างเทคโนโลยี ผลิตภาพ และมูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่กับคนไทยได้จริง”

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/282038&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw301JjZHoFPoj9B4QW9nR7_