• Tue. Jun 9th, 2026

ระเบียบโลกใหม่เปลี่ยนเกมการค้า การลงทุน ท้าทายกลยุทธ์เศรษฐกิจประเทศ

ระเบียบโลกใหม่เปลี่ยนเกมการค้า-การลงทุน-ท้าทายกลยุทธ์เศรษฐกิจประเทศระเบียบโลกใหม่เปลี่ยนเกมการค้า การลงทุน ท้าทายกลยุทธ์เศรษฐกิจประเทศ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความร่วมมือระดับภูมิภาค การค้าเสรี และระบบการเงินโลกที่เชื่อมโยงถึงกัน เป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตและสร้างโอกาสให้แก่เศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดี ระเบียบโลกดังกล่าวกำลังเผชิญความท้าทายจากความแตกแยกในเศรษฐกิจโลกที่กำลังก่อตัวขึ้น เมื่อประเด็นด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคงของประเทศเริ่มมีน้ำหนักเหนือ “ประสิทธิภาพ” ทางเศรษฐกิจมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ระบุว่า โจทย์สำคัญคือ ประเทศต่าง ๆ ควรปรับนโยบายอย่างไรเพื่อหาจุดสมดุลระหว่าง “การคว้าประโยชน์จากการเชื่อมโยงโลก” ควบคู่ไปกับ “การสร้างภูมิคุ้มกัน” ให้แก่ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ซึ่งเป็นประเด็นที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงในเวทีวิชาการนานาชาติที่กรุงเทพมหานครในเดือนนี้

ระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

โลกกำลังเคลื่อนผ่านจากยุคที่เศรษฐกิจระหว่างประเทศมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2018 และทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ จนมาถึงยุค “ทรัมป์ 2.0” ที่สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในวงกว้าง

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญคือการกลับมาของนโยบายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบและปกป้องอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของตนเอง โดยจำนวนนโยบายอุตสาหกรรมทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวนับตั้งแต่ปี 2020

ขณะเดียวกัน บางประเทศยังนำมาตรการเศรษฐกิจเชิงบีบบังคับมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคว่ำบาตรหรือการควบคุมการส่งออก เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศ

ล่าสุด ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงต้นปี 2026 สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์สามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้อย่างรวดเร็ว ผ่านทั้งการเร่งตัวขึ้นของราคาน้ำมันและพลังงานประเภทอื่น รวมถึงการขาดแคลนปัจจัยการผลิต

ด้วยเหตุนี้ ระเบียบโลกที่เคยได้รับการค้ำจุนจากสถาบันพหุภาคีอย่างองค์การการค้าโลก (WTO) และข้อตกลงการค้าเสรีจำนวนมาก จึงกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก ขณะที่นโยบายเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนในอนาคต มีแนวโน้มเชื่อมโยงกับประเด็นด้านยุทธศาสตร์ชาติ ภูมิรัฐศาสตร์ และการสร้างอำนาจต่อรองมากยิ่งขึ้น

คลื่นกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

ความแตกแยกในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ส่งออกเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้ยากขึ้นจากมาตรการกีดกันทางการค้าหลากหลายรูปแบบ ขณะที่การแข่งขันในตลาดโลกทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากประเทศต่าง ๆ ต้องหาทางระบายสินค้าเมื่อถูกกีดกันจากตลาดส่งออกแห่งหนึ่ง อีกทั้งยังมีการใช้นโยบายอุตสาหกรรมเพื่ออุดหนุนสินค้าของตนเอง

นอกจากนี้ เม็ดเงินลงทุนและห่วงโซ่อุปทานโลกยังมีการโยกย้ายไปสู่ฐานการผลิตแห่งใหม่ ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจด้านการผลิตและการลงทุน

ไทยได้หรือเสียจากการแตกแยกของเศรษฐกิจโลก

ความแตกแยกในเศรษฐกิจโลกเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงต่อประเทศไทย ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้รับประโยชน์จากการเป็นฐานการส่งออกสำคัญในภูมิภาค โดยเฉพาะการส่งออกไปยังสหรัฐฯ อีกทั้งยังมีกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาตั้งฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม หากไทยไม่ปรับตัวอย่างจริงจัง ก็อาจเผชิญความเสี่ยงที่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ทั้งจากนโยบายการค้าที่มีแนวโน้มกีดกันมากขึ้น² การทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากจีน รวมถึงการที่ประเทศต่าง ๆ ต่างเร่งพัฒนาขีดความสามารถของตนให้สูงขึ้น

ขณะเดียวกัน ประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการขยายตัวของการส่งออกอาจไม่มากเท่าที่ควร หากไทยยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าในปริมาณมาก หรือเป็นเพียง “ทางผ่าน” ในการส่งออกสินค้าของประเทศอื่น

ข้อมูลที่สะท้อนความท้าทายดังกล่าวได้อย่างชัดเจน คือ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยที่ไม่ขยายตัวเลยตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าการส่งออกจะเร่งตัวขึ้นก็ตาม ซึ่งสวนทางกับหลายประเทศในภูมิภาค (รูปที่ 1) สะท้อนถึงขีดความสามารถด้านการผลิตและการแข่งขันของประเทศที่อ่อนแอลง และเป็นโจทย์สำคัญที่ไทยต้องเร่งหาคำตอบ

ความท้าทายต่อผู้ดำเนินนโยบาย

ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้ผู้ดำเนินนโยบายในทุกประเทศต้องเผชิญความท้าทายในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจภายใต้ระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

ความแตกแยกที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาประเทศให้มีความแข็งแกร่งและสามารถรับมือกับความผันผวนจากภายนอกได้ดีขึ้น ผ่านการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การเพิ่มผลิตภาพ ตลอดจนการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการกระจายตลาดส่งออกและแหล่งลงทุน การสะสมทุนสำรอง และการระมัดระวังไม่ก่อหนี้เกินตัว

อย่างไรก็ดี โจทย์สำคัญคือ ประเทศจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตนเองอย่างไร โดยไม่ลดทอนผลประโยชน์จากความร่วมมือกับต่างประเทศ รวมถึงจะกำหนดกลยุทธ์ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันแก่ทุกฝ่าย

ร่วมหาคำตอบในงานประชุมวิชาการนานาชาติ

เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทย และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จัดการประชุมวิชาการนานาชาติภายใต้หัวข้อ “Power, Markets, and Strategy in a Changing Global Order” ระหว่างวันที่ 11–12 มิถุนายน 2026 ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับผลกระทบของระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไปต่อการค้า การลงทุน และกลยุทธ์ด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ

ภายในงานจะมีการนำเสนองานวิจัยจำนวน 12 บทความ จากนักวิชาการชั้นนำระดับนานาชาติ ครอบคลุมประเด็นตั้งแต่นโยบายอุตสาหกรรม ภูมิรัฐศาสตร์กับความแตกแยกในเศรษฐกิจโลก มาตรการคว่ำบาตร ตลอดจนการเงินดิจิทัลและความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของภาครัฐ

นอกจากนี้ ยังมีการปาฐกถาโดยศาสตราจารย์ Şebnem Kalemli-Özcan จากมหาวิทยาลัยบราวน์ ในหัวข้อ “Economic Policies for a Globally Interdependent and Geopolitically Fragmented World”

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ เวทีเสวนาหัวข้อ “Policy in a World of Strategic Interdependence” ซึ่งมุ่งตอบคำถามว่า ผู้ดำเนินนโยบายจะรักษาประโยชน์จากการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ และปรับตัวต่อระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศของตน และการแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจดังที่กล่าวมา

ผู้ร่วมเสวนาจะร่วมวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลก พร้อมถกเถียงนัยเชิงนโยบายทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศ อาทิ ธนาคารเพื่อการพัฒนาและ IMF

งานประชุมวิชาการครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “Road to Thailand” ก่อนการประชุมประจำปีของ IMF และกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคมนี้ และจะช่วยวางรากฐานความรู้เชิงวิชาการที่จะเป็นประโยชน์ต่อแนวคิดหลัก (theme) ของประเทศไทยในการประชุมประจำปี ภายใต้หัวข้อ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience”

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/660950&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zADzmciDeDtrmnFOdhX_W