วันที่ 11 ก.ค. นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยหัวข้อ “นโยบายการเงินไทย รับมือสงคราม และวิกฤติการเงินโลก” ในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ระบุว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะยังอยู่ในสภาวะที่ “ไม่ดี” แต่ภาพรวมถือว่ามีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดีกว่าที่เคยประเมินไว้ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม
ทั้งนี้ เดิมมีการคาดการณ์ว่าหากเกิดปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบและราคาพลังงานพุ่งสูง ทำให้เศรษฐกิจไทย (GDP) อาจดิ่งลงไปอยู่ที่ 1.5% แต่ในความเป็นจริง ภาคส่วนต่างๆ สามารถปรับตัวหาแหล่งวัตถุดิบและพลังงานทดแทนได้ดี ทำให้ตัวเลข GDP ล่าสุดที่ธปท.ประเมินไว้อยู่ที่ 2.3% ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูง
นายวิทัย กล่าวว่า กังวลปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องหลังการเผชิญกับวิกฤติในแต่ละครั้ง โดยสาเหตุหลักมาจากผลิตภาพ (Productivity) ที่ต่ำเนื่องจากการขาดการลงทุนต่อเนื่องหลายปี ปัญหาการเข้าสู่สังคมสูงวัยที่ทำให้กำลังแรงงานหายไปจากระบบ และปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนขึ้นในรูปแบบการฟื้นตัวแบบ K-Shaped ซึ่งธุรกิจรายใหญ่เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายกว่ารายย่อย
นอกจากนี้ ธปท. ได้ปรับบทบาทมาเป็นการใช้นโยบายแบบผ่อนคลายมากขึ้น โดยมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาเหลือเพียง 1% เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ ถือว่าต่ำมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่การจะลดต่ำไปกว่านี้ทำได้ยากเนื่องจากมีผลข้างเคียง โดยเฉพาะการบิดเบือนการจัดสรรทรัพยากรที่อาจไปกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนรายใหญ่ และส่งผลกระทบต่อเงินออมของผู้ฝากเงิน
ส่วนเรื่องเงินเฟ้อของไทยส่วนใหญ่เป็นแบบ Supply-driven หรือเกิดจากต้นทุนด้านพลังงานและอาหารที่สูงขึ้น โดยนโยบายของธปท.จะเน้นการมองข้ามผลกระทบระยะสั้นจากปัจจัยเหล่านี้ เนื่องจากคาดว่าเงินเฟ้อจะทยอยปรับลดลงเองตามฐานราคาที่สูงขึ้นในปีหน้า ซึ่งเดิมที ธปท. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้จะอยู่ที่ 2.8% และเคยมีความกังวลว่าในบางเดือนของไตรมาสที่ 4 อาจพุ่งสูงไปแตะระดับ 4.5%
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา พบว่าอัตราเงินเฟ้อออกมาเพียง 2.4% ซึ่งต่ำกว่าระดับที่เคยประเมินไว้มาก ส่งผลให้ ธปท.เชื่อมั่นว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีจะไม่ถึง 2.8% และโอกาสที่จะได้เห็นเงินเฟ้อรายเดือนแตะระดับ 4.5% นั้นแทบจะไม่มีแล้ว
“ถ้าดูเงินเฟ้อทั่วไปจะเห็นว่า สัดส่วนอาหารสดในตะกร้าอยู่ที่ 17% พลังงาน 12% รวมกันประมาณ 30% และมีเงินเฟ้อพื้นฐาน 69-70% เมื่อราคาพลังงานสูง ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นทันที เพราะมีสัดส่วน 12% และมีอาหารสด 17% ซึ่งมีราคาแพงขึ้นตามมา ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน ในนี้มีอาหารสำเร็จรูป 17% รวมอาหารสดและสำเร็จรูปสัดส่วนเกือบ 35% ของตะกร้าเงินเฟ้อ ดังนั้นเมื่อพลังงาน น้ำมัน ก๊าซแพง ทำให้อาหารแพงขึ้น เงินเฟ้อไทยจึงขึ้นเร็วลงเร็ว ในลักษณะวูบวาบ”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6018437/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wHoMvAP2TxSHJ2lzxjnWI

