จากสถานการณ์น้ำท่วมช่วงวันที่ 16 ก.ย.-4 ต.ค. 69 ที่เกิดน้ำท่วมใน 47 จังหวัดและกรุงเทพฯ แต่ ณ วันที่ 4 ต.ค. เหลือน้ำท่วม 30 จังหวัดและกรุงเทพฯ นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ศูนย์ฯ ยังไม่เปลี่ยนมุมมองต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 69 ยังประเมินการเติบโตในกรอบ 2.2-2.5% เพราะผลกระทบในภาพรวมยังอยู่ในวงจำกัดเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจทั้งประเทศ
ทั้งนี้กรณีฐานประเมินความเสียหายใน 31 จังหวัด อยู่ที่ประมาณ 22,500 ล้านบาท คิดเป็น 0.11% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ภายใต้สมมุติฐานว่า สถานการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องประมาณ 14 วัน ช่วงวันที่ 25 ก.ย.-8 ต.ค. 69 แต่หากสถานการณ์คลี่คลายเร็วกว่ากรณีฐาน ความเสียหายจะลดลงเหลือประมาณ 17,000 ล้านบาท หรือ 0.09% ของ GDP ในทางกลับกัน หากยืดเยื้อเกิน 14 วัน ความเสียหายอาจเพิ่มเป็น 29,500 ล้านบาท หรือ 0.15% ของ GDP
สำหรับผลกระทบรายภาคเศรษฐกิจ พบว่า ภาคบริการได้รับผลกระทบมากที่สุด 15,000 ล้านบาท หรือราว 2 ใน 3 ของความเสียหายทั้งหมด จากการลดลงของการจับจ่ายใช้สอย การเดินทาง การท่องเที่ยว ร้านอาหารและการขนส่ง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ 6,400 ล้านบาท และภาคเกษตร 1,200 ล้านบาท
“ภาคบริการเป็นผลกระทบหลัก เพราะเมื่อประชาชนเดือดร้อน การจับจ่ายใช้สอย การออกไปเที่ยว หรือการออกไปซื้อของจะหายไป ส่วนภาคอุตสาหกรรมมีทั้งเรื่องโลจิสติกส์ การหยุดโรงงานชั่วคราว และคนทำงานไม่สะดวก”
ด้าน นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ณ วันที่ 4 ต.ค. มีพื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบประมาณ 1.66 ล้านไร่ หรือ 1.1% ของพื้นที่เกษตรทั้งประเทศ โดยนาข้าวได้รับผลกระทบ 1.33 ล้านไร่ หรือ 2.0-2.1% ของพื้นที่นาทั้งประเทศ ขณะที่ไม้ผลและไม้ยืนต้น 96,000 ไร่ และพืชไร่-พืชผัก 246,000 ไร่ ส่วนภาคอุตสาหกรรม มีนิคมอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ 1 แห่งจากทั้งหมด 68 แห่ง และเป็นการท่วมเฉพาะบางเฟส ขณะที่โรงงานได้รับผลกระทบราว 34 แห่งจากประมาณ 5,000 โรงงาน หรือ 0.7% โดยมีโรงงานรถยนต์หยุดผลิตชั่วคราว และตัวโรงงานไม่ได้ถูกน้ำท่วม
“กรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้รับผลกระทบสูงสุด โดยกรณีฐานประเมินความเสียหาย 13,984 ล้านบาท เป็นกรุงเทพฯ 10,083 ล้านบาท และปริมณฑล 3,900 ล้านบาท รองลงมาคือภาคตะวันออก 5,965 ล้านบาท ภาคกลาง 1,981 ล้านบาท ภาคเหนือ 514 ล้านบาท และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 97 ล้านบาท รวม 31 พื้นที่ที่ 22,540 ล้านบาท หรือ 0.113% ของ GDP แต่ยังต้องติดตามพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำบางปะกง รวมถึงระยะเวลาที่น้ำท่วมต่อเนื่อง เพราะจะเป็นตัวกำหนดว่าความเสียหายสุดท้ายจะอยู่ใกล้กรณีฐานหรือขยับไปสู่กรณีแย่กว่า”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6253414/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yLj1Sy2OOgss0amwOXVQ-

