• Sat. Aug 1st, 2026

นายจ้าง มองเศรษฐกิจไทย Q3 ถึงจุดต่ำสุด จ้างงานทรง แต่ไส้ในเปราะบาง-หนี้สูง

นายจ้าง-มองเศรษฐกิจไทย-q3-ถึงจุดต่ำสุด-จ้างงานทรง-แต่ไส้ในเปราะบาง-หนี้สูงนายจ้าง มองเศรษฐกิจไทย Q3 ถึงจุดต่ำสุด จ้างงานทรง แต่ไส้ในเปราะบาง-หนี้สูง
เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 มุมมองนายจ้าง

ดร.ธนิต โสรัตน์ ประธานกรรมการบริษัทในเครือ V-SERVE GROUP รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยบทความวิชาการ เรื่อง เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 มีสัญญาณมาถึงจุดต่ำสุด แต่ไส้ในมีความเปราะบางและหนี้สูง มีเนื้อหาที่น่าสนใจว่า

พลวัตเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงปัจจุบัน ได้รับความบอบช้ำจากวิกฤตพลังงาน ส่งผลกระทบราคาสินค้าพุ่งสูง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภค-บริโภค ต้นเหตุเกิดจากความขัดแย้งสหรัฐอเมริกากับประเทศอิหร่าน จนกลายเป็นสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ถึงแม้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก หลังมีการรบรอบใหม่ราคาพุ่งสูง แต่ช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคม ราคาลดลง 

ราคาน้ำมันหน้าปั๊มช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังไม่ขยับตัว ส่วนหนึ่งเกิดจากรัฐบาลตรึงราคาแก๊สโซฮอร์ E20 ล่าสุดใช้เงินกองทุนลิตรละ 6.04 บาทและน้ำมันดีเซล B7 ลิตรละ 7.63 บาท ล่าสุดกองทุนน้ำมันติดลบมากกว่า 65,700 ล้านบาท ถึงแม้ราคาน้ำมันขยับลงค่อนข้างมาก แต่ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงยากที่จะกลับมาเหลือเท่าเดิม ทิ้งบาดแผลเงินเฟ้อไว้ให้คงอยู่ (Inflation Pain Point) 

เศรษฐกิจเกิดสภาวะ “Profit Squeeze”

สภาวะขณะนี้คือเงินสุทธิในกระเป๋าหรือ Net Income ของครัวเรือนลดลงกระทบต่อกำลังซื้อหดตัว เช่น ร้านอาหาร ภัตตาคารแม้แต่ร้านค้าหรือห้างดังคนเงียบหาย ผลที่ตามมาจากเศรษฐกิจที่ซึมคือ กำไรที่มีน้อยนิดอยู่แล้ว กลับหดตัวหรือติดลบเกิดในสภาวะ “Profit Squeeze” คือสภาวะบีบคั้นจากยอดขายลดแต่ต้นทุนพุ่งสูง 

นำไปสู่การขาดสภาพคล่องทั้งระดับครัวเรือนและธุรกิจ โดยเฉพาะรายย่อยเป็นปัจจัยทำให้หนี้เสียหรือ NPL มีแนวโน้มสูงขึ้นธุรกิจ SMEs ค่าเฉลี่ยร้อยละ 9.5 ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั้งระบบสินเชื่อร้อยละ 2.95 

ดร.ธนิต โสรัตน์ ประธานกรรมการบริษัทในเครือ V-SERVE GROUP รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

สถานการณ์ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณว่า วิกฤตพลังงานโลกน่าจะมาถึงจุดต่ำสุด แต่ยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากสงครามตะวันออกกลางมีท่าทีอาจขยายวงไปประเทศจอร์แดน อียิปต์และสหรัฐอเมริกาโจมตีประเทศอิรัก เพราะเป็นฐานให้กับกลุ่มกบฏฮูติ 

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย 3 กลุ่ม

อย่างไรก็ดีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยแต่ละภาคส่วนแตกต่างกันที่เรียกว่า “K Shaped Economic Recovery” กล่าวคือ ภาคธุรกิจการฟื้นตัวแตกต่างกันไป สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 

กลุ่มแรก “Business Expanded” 

กลุ่มธุรกิจขยายตัวได้ดี วิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ส่งผลกระทบกลับเป็นบวก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมส่งออกและธุรกิจในโซ่อุปทานช่วงครึ่งปีขยายตัวเป็นประวัติการณ์ถึงร้อยละ 17.57 เทียบกับปี พ.ศ. 2568 ขยายตัวร้อยละ 13.13 กลุ่มอุตสาหกรรมขยายตัวถึงร้อยละ 21.6 ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องหดตัว

กลุ่มสอง “Consistent Cluster” 

เป็นกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมที่คงที่คงวาหรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ธุรกิจในกลุ่มนี้ที่เห็นชัดเจนคือ ค้าขายกับราชการ-องค์กรรัฐ ธุรกิจด้านสุขภาพ-รักษาพยาบาล-การศึกษา หรือทำธุรกิจกับบริษัทขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากวิกฤตพลังงาน

กลุ่มสาม “Struggling Business” 

กลุ่มธุรกิจที่กำลังดิ้นรนหาทางรอด วิกฤตพลังงานโลกเป็นภัยคุกคามรุนแรง ยอดขายตกต้นทุนพุ่งสูง ไม่สามารถส่งต่อต้นทุนหรือได้เพียงส่วนน้อย กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมที่จำหน่ายในประเทศ กำลังการผลิตลดลงสต็อกสูง ประสบปัญหาสภาพคล่องหรือเป็นอุตสาหกรรม-บริการตกยุค หมดสมัย ถึงแม้ไม่มีวิกฤตก็ไปเกือบไม่รอด

เศรษฐกิจไทยมีภูมิคุ้มกัน แต่ไส้ในเปราะบาง

ดัชนีชี้วัดสภาวะเศรษฐกิจที่ชัดเจนคือ ตลาดแรงงานไม่มีสัญญานการว่างงาน ข้อมูลเดือนมิถุนายนอัตราการว่างงานของประเทศร้อยละ 0.9 เป็นอัตราที่ต่ำผู้มีงานทำ (ม.ค./มิ.ย.) เพิ่มขึ้นถึง 9.15 แสนคนหรือร้อยละ 2.2 แรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายในช่วงเดียวกันเพิ่มขึ้นเกือบ 2.0 ล้านคน และแรงงานประกันสังคมมาตรา 33 อยู่ในระดับสูง

แสดงให้เห็นถึงความต้องการของตลาดแรงงาน นอกจากไม่ลดลงกลับขยายตัว ขณะที่ข้อมูลของกระทรวงการคลัง ระบุว่า การเก็บภาษีรายได้รัฐช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ เก็บได้มากกว่าที่ประมาณการ ร้อยละ 2.4 

ข้อมูลเหล่านี้บ่งบอกเป็นนัยว่า เศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมามีภูมิคุ้มกัน สามารถฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกได้ดี แต่ไส้ในมีความเปราะบางและไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเกี่ยวข้องกับสงครามตะวันออกกลาง ไม่รู้ว่าจะจบกันอย่างไร 
เกี่ยวข้องกับความสามารถของรัฐบาลในการแก้ปัญหารวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้การขาดสภาพคล่องและงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง 

ขณะที่จำนวนประชากรกลุ่มเปราะบางที่ลงทะเบียนต้องการเงินสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มขึ้นในจำนวนที่น่าวิตก ปัญหาสำคัญคือสภาพคล่องของครัวเรือนและธุรกิจจะหาทางออกอย่างไรเป็นความท้าทายค่อนข้างสูง

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/665339&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UNDejHEBuh-ilH0Mf_rC_