• Mon. Sep 21st, 2026

นายกฯ ย้ำยุทธศาสตร์ใหม่ ‘ไทย-ญี่ปุ่น’ จาก “ฐานการผลิต” สู่  “หุ้นส่วนเศรษฐกิจ” 

นายกฯ-ย้ำยุทธศาสตร์ใหม่-‘ไทย-ญี่ปุ่น’-จาก-“ฐานการผลิต”-สู่- “หุ้นส่วนเศรษฐกิจ” นายกฯ ย้ำยุทธศาสตร์ใหม่ ‘ไทย-ญี่ปุ่น’ จาก “ฐานการผลิต” สู่  “หุ้นส่วนเศรษฐกิจ” 

นายกฯ ชูยุทธศาสตร์ความเป็นหุ้นส่วนไทย-ญี่ปุ่น จาก”ฐานการผลิต” ให้เป็น “หุ้นส่วนเศรษฐกิจ”  ขณะที่ ทีมโรดโชว์ ชมนโยบายรัฐบาล เพิ่มความมั่นใจนักลงทุน 

เมื่อเวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงโตเกียว ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น “ทิศทางความสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่น: จากความสัมพันธ์ที่หยุดนิ่งสู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่มีพลวัต” ณ ห้อง Botan ชั้น 2 โรงแรม Imperial Tokyo กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ย้ำ “กุญแจสำคัญ (keyword) ของการเปลี่ยนแปลงในวันนี้ คือ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ความสัมพันธ์และความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นในระยะข้างหน้า ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง เป็น “หุ้นส่วน” นำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน จาก “การผลิตให้” กลายเป็น “การผลิตร่วมกัน” เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานซึ่งกันและกัน” นายกรัฐมนตรีมอบนโยบาย

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ยินดีที่ได้พบกับทีมไทยแลนด์ วันนี้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งจะนำไปประกอบการกำหนดแนวทางการทำงานและการแก้ไขปัญหา รวมถึงการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า โดยต้องนำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาทำงานร่วมกันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ญี่ปุ่นเป็นมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์กับไทยมาอย่างยาวนาน ถึงวันนี้รูปแบบความร่วมมือและการลงทุนอาจจะเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต แต่การลงทุนของญี่ปุ่นที่มีอยู่ในประเทศไทยยังคงมีความสำคัญ ที่ผ่านมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ญี่ปุ่นได้เข้ามาลงทุนและสร้างระบบงานต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน

ปัจจุบัน ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและกำลังเชื่อมโยงกับตลาดโลกมากขึ้น จนดูเหมือนว่าไทยพึ่งพาญี่ปุ่นในบางด้านลดลง ไม่ได้หมายความว่า ไทยสูญเสียความสามารถในการผลิต หากสะท้อนว่าไทยมีความหลากหลายมากขึ้น ในแง่แหล่งลงทุน เทคโนโลยี และความร่วมมือจากประเทศต่าง ๆ ขณะเดียวกัน ไทยพัฒนาและสร้างขีดความสามารถในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมภายในประเทศมากขึ้น

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น ไทยมีความร่วมมือกับญี่ปุ่นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้สร้าง Supply Chain ที่เข้มแข็งในประเทศไทย โดยมีการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ภายในประเทศจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปภายในไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้โครงสร้างการแข่งขันเปลี่ยนแปลงไป และมีผู้ลงทุนจากประเทศอื่นเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์

“จากนี้ไปความร่วมมือกับญี่ปุ่นคงต้องเข้ามาในรูปแบบของ Direct Investment” นายกรัฐมนตรีกล่าว พร้อมชี้ว่า ไทยควรต่อยอดจากฐานการผลิตเดิมและพัฒนา Supply Chain ให้สามารถรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยี เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น นายกรัฐมนตรีกล่าวเสนอแนะ

สำหรับประเด็นการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยมีความพยายามลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานชีวภาพ เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการบริหารจัดการความผันผวนของราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันซึ่งเป็นปัจจัยที่ไทยไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง ทั้งนี้ รัฐบาลมีแนวทางเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า เช่น การติดตั้ง Solar Rooftop เข้าสู่ระบบ เพื่อรองรับการใช้ในภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน และสามารถขายคืนไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตให้รัฐได้ ซึ่งสอดคล้องกับกติกาและแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลงทุนสีเขียว และการปรับโครงสร้างภาคการผลิต โดยไทยต้องเตรียมความพร้อมด้านกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งเงินทุน เพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนภาคเศรษฐกิจให้สามารถแข่งขันได้ภายใต้กติกาใหม่ของโลก

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำถึงโอกาสในการสร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจและนักลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นว่า ไทยยังคงเห็นความสำคัญของการลงทุนจากญี่ปุ่น ซึ่งมีประสบการณ์และฐานการลงทุนในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และต้องการพัฒนาไปสู่สาขาใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจในอนาคตด้วย

นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า ญี่ปุ่นยังมีศักยภาพและความสนใจในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยและภูมิภาค และไทยควรใช้โอกาสจากความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานในการต่อยอดความร่วมมือ โดยเฉพาะการลงทุนที่สามารถเชื่อมโยงกับ Supply Chain เดิมของญี่ปุ่นในประเทศไทย และขยายไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

นายกรัฐมนตรีขอให้ทีมไทยแลนด์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ความสัมพันธ์และเศรษฐกิจระหว่างไทยกับญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด พร้อมนำข้อมูลและข้อเสนอแนะมาประกอบการทำงาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน พลังงาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมระหว่างไทยกับญี่ปุ่นให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังย้ำนโยบายเดินหน้าปราบปรามสแกมเมอร์ ธุรกิจผิดกฎหมาย อาชญากรรมออนไลน์ ยาเสพติดทุกรูปแบบ ซึ่งได้ทำมาต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 จนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันมีการยึดทรัพย์ มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ขอให้ความมั่นใจว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีใคร มีธุรกิจหรือส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ธุรกิจสีเทา ทุกรูปแบบรัฐบาลยังเดินหน้ายกระดับมาตรฐาน ปรับปรุงมาตรการต่าง ๆ ทำให้ล่าสุด บริษัทจัดลำดับความน่าเชื่อถือ ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ ‘Negative’ (เชิงลบ) เป็น ‘Stable’ (มีเสถียรภาพ) และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศที่ระดับ BBB สะท้อนทิศทางและแนวโน้มที่ดีขึ้นของไทย ที่สถาบันต่างประเทศเป็นผู้ให้การรับรอง

นายกรัฐมนตรียังรับทราบข้อห่วงใยถึงปัญหาการพำนักระยะยาวเกินกำหนด (overstay) ของคนไทยส่วนหนึ่ง ซึ่งไทยพร้อมจะร่วมมือกับหน่วยราชการญี่ปุ่น และได้มอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำชับ ดำเนินการป้องกัน ปราบปราม การกระทำผิดนี้ต่อไป

นายกรัฐมนตรี ยังให้ความมั่นใจต่อทีมประเทศไทยว่า รัฐบาลมีเสถียรภาพในระดับสูงมาก ทั้งเสียงสนับสนุนในรัฐสภา ความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้ง ข้าราชการประจำ และกองทัพ ก็มีการทำงานร่วมกันอย่างดี ซึ่งปัจจัยความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศ ที่สามารถนำไปสื่อสารสร้างความมั่นใจให้กับรัฐบาลญี่ปุ่นและนานาชาติได้

โอกาสนี้ นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ที่ได้ร่วมคณะ Roadshow กับนายกรัฐมนตรี เผยมุมมองว่าพัฒนาการของตลาดทุนไทยในช่วงที่ผ่านมานับเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจน โดยเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่ไทยมีกระแสเงินทุนไหลเข้าสวนทางกับภูมิภาค และสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยตลาดโลก ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อ New Growth Engine ของประเทศ และความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและสร้างความเชื่อมั่น สอดรับกับทิศทางการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนไทยที่กำลังก้าวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก เราเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพที่แข็งแกร่งนี้ ตลาดทุนไทยได้กลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง 

ขณะที่ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากเสียงตอบรับของนักลงทุนต่างชาติสะท้อนชัดเจนว่านโยบายของรัฐบาลชุดนี้มีความเป็นรูปธรรมและสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้จริง เห็นได้จากการปรับตัวขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่สร้างมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นหลายล้านล้านบาท นับตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ สำหรับความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เดินหน้ายกระดับความสัมพันธ์ผ่านความร่วมมือในหลายด้าน นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีผลิตภัณฑ์ DR ที่อ้างอิงหลักทรัพย์ประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งการร่วมสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ของตลาดทุน โครงการ BOI-to-IPO เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในไทยสามารถระดมทุนและเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจไทยได้ นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมุ่งเน้นการส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างบริษัทจดทะเบียนไทยกับประเทศญี่ปุ่นให้เข้าถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนร่วมกันในระยะยาว
 

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/47055&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T_kvHQWeam5RjEidfFUm6