• Fri. May 8th, 2026

‘ธปท.’ ส่งสัญญาณเงินเฟ้อไทย ‘จ่อแตะ5%’ ปีหน้าลุ้นกลับเข้ากรอบ-กระตุ้นรัฐดันจีดีพีแตะ2.1%

‘ธปท’-ส่งสัญญาณเงินเฟ้อไทย-‘จ่อแตะ5%’-ปีหน้าลุ้นกลับเข้ากรอบ-กระตุ้นรัฐดันจีดีพีแตะ2.1%‘ธปท.’ ส่งสัญญาณเงินเฟ้อไทย ‘จ่อแตะ5%’ ปีหน้าลุ้นกลับเข้ากรอบ-กระตุ้นรัฐดันจีดีพีแตะ2.1%

‘ธปท.’ ประเมินเงินเฟ้อไทยหลายเดือนจากนี้อาจพุ่งแตะระดับ4-5% ยืนยันเศรษฐกิจยังไม่เข้าเกณฑ์ Stagflation จากประเมินเงินเฟ้อไม่อยู่ในระดับสูงยาวนาน แต่จะทยอยปรับลงอยู่ในกรอบเป้าหมายที่1-3%ในไตรมาส 2 ปี 2570 อีกด้านยังได้แรงหนุนนโยบายภาครัฐหนุนจีดีพีปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.6% จากประมาณการเดิมที่ 1.5% เป็น 2.1%

สถานการณ์ “เศรษฐกิจไทย” ปี 2569 กำลังเผชิญโจทย์ท้าทายรอบใหม่ หลังแรงกดดัน “ด้านเงินเฟ้อ” เริ่มกลับมาเร่งตัวสูงในเดือนเม.ย. และยังสูงขึ้นต่อในระยะข้างหน้า ขณะที่ ภาครัฐเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินขนาดใหญ่ ที่คาดว่าอาจเป็นปัจจัยเร่งให้เงินเฟ้อยิ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 

“วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน “MONEY EXPO มหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 26” ว่า เงินเฟ้อไทยระยะข้างหน้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และบางเดือนอาจแตะระดับ 4-5% หลังตัวเลขเงินเฟ้อเดือนเม.ย. ออกมาสูงสุดในรอบ 38 เดือน หรือขยายตัวที่ 2.89% ซึ่งเป็นไปตามที่ธปท. ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ 

แต่เชื่อว่า แรงกดดันดังกล่าวจะเป็นเพียงช่วงชั่วคราว โดยเงินเฟ้อจะเริ่มทยอยลดลงช่วงไตรมาส 2 ปี 2570 ก่อนกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 1-3% อีกครั้ง

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก. เงินกู้ ซึ่งเบื้องต้นประเมินวงเงินผลกระทบไว้ราว 300,000 ล้านบาท แต่ล่าสุดปรับเพิ่มเป็น 400,000 ล้านบาท สะท้อนการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

ในส่วนเม็ดเงินกระตุ้นการบริโภค 200,000 ล้านบาทแรก ธปท. คาดว่าจะเริ่มเห็นผลชัดเจนไตรมาส 3 ปีนี้ หรือระหว่างเดือน เม.ย.-ก.ย. 2569 ช่วงที่ประชาชนเริ่มใช้จ่ายเงินตามมาตรการคนละครึ่งพลัส 4,000 บาท ทำให้เงินเฟ้อบางช่วงอาจเร่งตัวขึ้นได้

ดังนั้น อาจเห็นเงินเฟ้อบางเดือนขึ้นไปแตะระดับ 4-5% ส่งผลให้เงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย จากเดิมที่คาดไว้ 2.9% มาอยู่ที่ประมาณ 3-3.1% ขณะที่ในปี 2570 เงินเฟ้อเฉลี่ยจะกลับลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.4% ซึ่งถือว่าเข้าสู่ภาวะปกติ และกลับมาอยู่ในกรอบเป้าหมายอีกครั้ง

“ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เงินเฟ้อทยอยลดลงปีหน้า คือ ฐานราคาที่สูงมากในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ ทำให้เมื่อเทียบกับปีถัดไประดับราคามีแนวโน้มดีขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อชะลอลงตามกลไกของฐานเปรียบเทียบ”

และท่ามกลางแรงกังวลเกี่ยวกับ “ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทย” อาจเข้าสู่ภาวะ “Stagflation” หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกับภาวะเงินเฟ้อสูง ธปท. ยืนยันว่าขณะนี้ประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะดังกล่าว

เพราะการเกิด Stagflation ได้ เศรษฐกิจต้องชะลอตัว หรือตกต่ำอย่างรุนแรง ขณะเดียวกัน เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน แต่กรณี “ประเทศไทย” แม้เงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นปีนี้ แต่ธปท. มองว่า เป็นแรงกดดันชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้สูงระยะยาว

อีกทั้งเงินเฟ้อของไทยยังต่ำกว่ากรอบล่างของกรอบเป้าหมาย หากเทียบประเทศอื่น ที่เงินเฟ้อปรับตัวสูงเกินกรอบบนไปแล้ว ดังนั้น ภาวะเงินเฟ้อที่ไทยเผชิญถือว่าไม่รุนแรงหากเทียบกับประเทศทั่วโลก

'ธปท.' ส่งสัญญาณเงินเฟ้อไทย 'จ่อแตะ5%' ปีหน้าลุ้นกลับเข้ากรอบ-กระตุ้นรัฐดันจีดีพีแตะ2.1%

ด้านการเติบโตเศรษฐกิจประเมินว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งโครงการไทยช่วยไทยพลัส บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการภายใต้ พ.ร.ก. จะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยปีนี้ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.6% ส่งผลให้ประมาณการจีดีพีปี 2569 อาจปรับเพิ่มจากเดิมที่คาดไว้ 1.5% มาอยู่ที่ประมาณ 2.1%

ขณะที่ปี 2570 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 1.6% ผลจากฐานเศรษฐกิจที่สูงขึ้นปีนี้หากไม่มีปัจจัยใหม่เพิ่มเติมเข้ามากระตุ้น

แม้แนวโน้มเศรษฐกิจปีหน้าจะชะลอลง แต่ธปท. ยังมองว่ามีปัจจัยบวกบางส่วนประคองเศรษฐกิจไทยได้ โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อปรับปรุงการใช้พลังงานในประเทศ และกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ที่ยังไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นแรงพยุงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความผันผวนสูง

สถานการณ์ปัจจุบันเหมาะกับการใช้มาตรการการคลังแบบเฉพาะจุดมากกว่าการใช้นโยบายการเงิน เนื่องจากมาตรการการเงินเป็นเครื่องมือกว้างที่ส่งผลต่อทั้งระบบ ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจรอบนี้กระจุกตัวบางกลุ่ม โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและกลุ่มเปราะบาง สิ่งที่ธปท.ทำได้ คือ ปรับปรุงมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการ SME Credit Boost ซึ่งเป็นโครงการค้ำประกันสินเชื่อที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี ก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงมาตรการต่างๆเพิ่มเติมหากสถานการณ์หนี้มีความน่าห่วงหรือความเสี่ยงมากขึ้น”

ในส่วนของมาตรการที่ธปท. และภาครัฐกำลังผลักดัน มองว่าจะทยอยเข้ามามีผลบวกต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะหลายมาตรการไม่ใช่การ “กดปุ่มแล้วสินเชื่อโตทันที” เพราะการฟื้นตัวของสินเชื่อยังขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และความเชื่อมั่นของธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) ในการปล่อยกู้ด้วย

หากดูด้านภาพรวมสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ ปัจจุบันยังไม่ฟื้นตัวมากนัก และยังเคลื่อนไหวสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจที่ยังสูง

อีกด้านที่ต้องติดตาม คือ เสถียรภาพระบบการเงินโดยเฉพาะหนี้เสียที่ธปท.ติดตามใกล้ชิด หากจำเป็นอาจพิจารณาผ่อนปรนเพิ่มเติม หรืออาจนำมาตรการ “ฟ้า-ส้ม” กลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งเป็นมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ที่มุ่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เช่นเดียวกับการลดภาระหนี้ครัวเรือน ผ่านมาตรการผ่อนขั้นต่ำบัตรเครดิต ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาต่ออายุ หลังปรับลดลงชั่วคราวมาอยู่ที่ 8% จนถึงสิ้นปีนี้

ส่วนเรื่อง การปรับลดค่าธรรมเนียมธนาคารพาณิชย์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบขั้นสุดท้าย หรือเฮียริง โดยมาตรการดังกล่าวจะไม่ใช่เพียงมาตรการชั่วคราว แต่มีเป้าหมายช่วยลดต้นทุนให้ธุรกิจเอสเอ็มอีในระยะยาว ที่คาดว่าบางส่วนอาจเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนก.ค.แม้ระบบบางด้านอาจต้องใช้เวลาปรับตัวอีก 2-3 เดือนก็ตาม

สิ้นปีลุ้นเห็น‘เวอร์ชวลแบงก์’เริ่มดำเนินธุรกิจได้ ‘2 ราย’

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจคือ ความคืบหน้าของ Virtual Bank หรือธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา ซึ่งปัจจุบันมีผู้ได้รับใบอนุญาตแล้วทั้งหมด 3 รายคือ รายที่ 1 กลุ่มบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (ACM Holding Co., Ltd.) ประกอบด้วย “กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์” (CP) รายที่ 2 กลุ่มธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ร่วมมือกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (ADVANC) และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR และรายที่ 3 กลุ่มการบริษัท เอสซีบี เอกซ์ ที่ผนึกกับ KakaoBank และ WeBank 

ซึ่งแต่ละรายล้วนอยู่ภายใต้กรอบเวลาที่ชัดเจนในการดำเนินการเตรียมความพร้อม โดยหลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทั้งในด้านการจัดทำระบบงาน โครงสร้างองค์กร ตลอดจนการปรับปรุงคุณสมบัติให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ การดำเนินการในขั้นตอนนี้ถือเป็นช่วงสำคัญที่ผู้สมัครต้องแสดงให้เห็นถึงความพร้อมอย่างแท้จริงก่อนที่จะสามารถเปิดดำเนินกิจการได้

ทั้งนี้ ที่ปัจจุบันยังเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยผู้ได้รับใบอนุญาตต้องจัดตั้งธนาคารให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี และสามารถขอขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 1 ปี หรือไม่เกินเดือนมิ.ย. 2570 เนื่องจากการจัดตั้งธนาคารมีความซับซ้อนสูง ทั้งด้านระบบไอที การบริหารความเสี่ยง และโครงสร้างองค์กร

ธปท. คาดว่าภายในปีนี้จะมี Virtual Bank อย่างน้อย 2 แห่งที่สามารถจัดตั้งได้สำเร็จ ขณะที่ อีกรายอยู่ในกระบวนการขออนุมัติและความเห็นจากผู้ถือหุ้นในการแยกบริษัทต่าง ๆ เพื่อเข้ามาดำเนินธุรกิจ Virtual Bank

อย่างไรก็ตาม ธปท. ยังเชื่อว่า หาก Virtual Bank เกิดขึ้นได้จริง จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่มฐานราก กลุ่มเอสเอ็มอี พ่อค้าแม่ค้า และธุรกิจรายย่อยได้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญของการเปิดใบอนุญาตในครั้งนี้

โดยปัจจุบันมีผู้สมัครที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาทั้งสิ้น 3 ราย ที่ผ่านเกณฑ์การอนุมัติจากธปท. เพื่อนำไปสู่การให้ใบอนุญาตหรือไลเซนส์ในการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นทางการ

“ตอนให้ใบอนุญาต 3 รายไป คือ ต้องเปิดภายใน 1 ปี แต่สามารถขยายได้อีก 1 ปี เพราะต้องจัดระบบภายใน ทั้ง IT การบริหารความเสี่ยง ผู้บริหาร โครงสร้างองค์กร ว่าทำได้ตามเกณฑ์ไหม”

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1232965&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eHcGsLQ6G5RH4plhGQ09l