ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน BOT Monthly Briefing ประจำเดือนกันยายน 2569 ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือนสิงหาคม 2569 ยังคงทรงตัวเมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2569 แม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศจะมีแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชน

ทั้งนี้ ภาคการผลิตและบริการยังชะลอตัว ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลต่อเนื่องที่ 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ท่ามกลางแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 2.53% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นจากการทยอยส่งผ่านต้นทุนมาอยู่ที่ 1.44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงกังวลเรื่องต้นทุนสูง

ขณะที่การส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำหดตัวเล็กน้อย 0.1% แต่การนำเข้าสินค้าขยายตัว 4.5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 1.8% ส่วนการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 2.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 2.3%

สำหรับฐานะการเงินของภาคธุรกิจในไตรมาส 2/2569 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน มีความสามารถในการทำกำไรลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 8% จาก 8.2% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (ICR) ลดลงมาอยู่ที่ 5.9 เท่า ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ทรงตัวที่ 0.7 เท่า

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะถัดไปจะค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังมีความไม่ทั่วถึง (K-shaped) โดยต้องติดตามความต่อเนื่องของวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI โลก ทิศทางนโยบายกีดกันการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ประสิทธิผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ผลกระทบจากอุทกภัยและปรากฏการณ์เอลนีโญ รวมถึงความเปราะบางของตลาดแรงงานที่มีการว่างงานเพิ่มขึ้น

“ธปท. ยืนยันยังคงดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย เพื่อประคองการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท โดยชี้ว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารกลางหลัก ได้แก่ สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น ขณะที่พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่งจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศระดับสูงและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน” นางสาวชญาวดี กล่าว

ขณะเดียวกัน ธปท. ได้เร่งขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง ทั้งการฟื้นฟูงบดุลของภาคครัวเรือนและกลุ่ม SMEs การแก้ปัญหาหนี้สินอย่างยั่งยืน การเพิ่มช่องทางเข้าถึงสภาพคล่อง ตลอดจนการยกระดับการกำกับดูแลความเป็นธรรมด้านบริการทางการเงิน และการปราบปรามกลุ่มทุนสีเทาและภัยทุจริตทางการเงิน เพื่อลดความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจภาพรวม

ส่วนผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยยังไม่สามารถสรุปได้ในขณะนี้ โดยเบื้องต้นจะกระทบภาคบริการเป็นหลัก ส่วนภาคการท่องเที่ยวและภาคการผลิตในนิคมอุตสาหกรรมยังได้รับผลกระทบจำกัด ขณะที่สำนักวิเคราะห์ต่าง ๆ ประเมินความเสียหายต่อทรัพย์สินอยู่ในช่วง 0.03–0.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) มีความเสี่ยงที่จะมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นหลังน้ำลด

นอกจากนี้ ธปท. ได้สั่งการให้สถาบันการเงินเร่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ผ่านมาตรการต่าง ๆ อาทิ ลดภาระหนี้เดิม เติมสภาพคล่องใหม่ และบริการอื่น ๆ เช่น ผ่อนผันเงื่อนไขด้านประกันภัย พร้อมเตือนว่า ธปท. ไม่มีนโยบายออกใบอนุญาต (License) รับเทรดหรือทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ (Forex)

นางสาวชญาวดี กล่าวเพิ่มเติมว่า ธปท. ขอเชิญชวนประชาชนแลกธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ชนิดราคา 100 บาท และ 500 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป