ผู้สื่อข่าวรายงานว่าประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ เมื่อคลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่ที่ชื่อว่า “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่กำหนดอนาคตของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
รศ. ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ประธานคณะกรรมการหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประเทศไทย (DIAT) เปิดเผยว่า โลกได้ก้าวพ้นยุค Digital Economy เข้าสู่ยุค AI Economy (ระบบเศรษฐกิจปัญญาประดิษฐ์ หรือ ระบบเศรษฐกิจเอไอ) อย่างเต็มตัว โดย AI ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีอีกแขนงหนึ่ง แต่กำลังมีสถานะเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เปรียบได้กับไฟฟ้าที่เคยปฏิวัติโลกในยุคอุตสาหกรรม และอินเทอร์เน็ตที่สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในยุคดิจิทัล
การแข่งขันของประเทศในวันนี้จึงเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง จากอดีตที่เคยอาศัยแรงงาน เงินทุน และเทคโนโลยี เป็นการแข่งขันด้านข้อมูล ศักยภาพของระบบ AI และกำลังการประมวลผล ประเทศที่สามารถสร้างระบบนิเวศ AI ได้ครบวงจร จะเป็นผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในทศวรรษข้างหน้า
สำหรับประเทศไทย นี่คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ เพราะเริ่มเห็นการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ทั้งโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ การขยายโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ระบบเครือข่ายโทรคมนาคม รวมถึงการเข้ามาของอุตสาหกรรม AI และหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ ซึ่งล้วนเป็นการลงทุนเพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ มากกว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
ดร.ชิตมองว่า ประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีเหมือนที่ผ่านมา แต่ต้องยกระดับสู่การเป็นผู้สร้างเทคโนโลยี ผู้สร้างนวัตกรรม และผู้พัฒนาโซลูชันของตนเอง โดยเฉพาะการพัฒนา AI ที่ต่อยอดจากองค์ความรู้และประสบการณ์ของคนไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคธุรกิจ และยกระดับห่วงโซ่อุปทานของผู้ประกอบการไทยให้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่
“ความสำเร็จของ AI จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากจำกัดอยู่เฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ แต่ต้องขยายโอกาสไปสู่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ภาคเกษตร ภาคบริการ ภาคการศึกษา และประชาชนทั่วไป เพราะ AI ที่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างแท้จริง คือ AI ที่ถูกนำไปใช้ในวงกว้าง ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ถูกเก็บไว้ในห้องทดลอง”
อีกประเด็นที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งถือเป็นหัวใจของ AI Economy เพราะ AI จะไม่สามารถเติบโตได้ หากไม่มีดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบคลาวด์ โครงข่ายโทรคมนาคม ระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พลังงานที่เพียงพอ และแพลตฟอร์มประมวลผล AI ที่มีประสิทธิภาพ
“หากอินเทอร์เน็ตคือถนนสายหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลในอดีต โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลก็คือถนนสายหลักของเศรษฐกิจ AI ในอนาคต” ดร.ชิตกล่าว พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างระบบนิเวศดังกล่าวให้สมบูรณ์ เพื่อรองรับการลงทุนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ขณะเดียวกัน โลกกำลังเข้าสู่ยุค Physical AI หรือการผสาน AI เข้ากับหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ ซึ่งจะเข้ามาทำงานในโรงงาน คลังสินค้า โรงพยาบาล ภาคบริการ และอุตสาหกรรมการผลิตในวงกว้างภายในเวลาไม่นาน เช่นเดียวกับที่สมาร์ทโฟนเคยเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คน หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ก็จะเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของมนุษย์ในระดับโลก และประเทศไทยต้องไม่พลาดโอกาสในการก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตนี้
ดร.ชิตยังมองว่า การพัฒนาประเทศในยุค AI จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ผลิตบัณฑิต ไปสู่การเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงองค์ความรู้ ภาคธุรกิจ ภาครัฐ นักลงทุน สตาร์ตอัป และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้างนวัตกรรมและกำลังคนที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมเปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้จัดตั้ง UTCC AI Institute หรือ AI² เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการพัฒนาด้าน AI ของประเทศ
เขาเสนอว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องคิดให้ใหญ่กว่าเดิม ด้วยการมองตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน แทนการจำกัดตัวเองอยู่เพียงตลาดภายในประเทศ พร้อมวางเป้าหมายผลักดันไทยให้เป็นทั้งศูนย์กลาง AI ศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และศูนย์กลางอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ของภูมิภาค
ภายใต้วิสัยทัศน์ “Thailand Beyond Next : AI Nation Vision 2035” ดร.ชิตเสนอ 5 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ การผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง AI ของอาเซียน การเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ระดับภูมิภาค การเป็นฐานการผลิตหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสีเขียวรองรับการเติบโตของ AI และการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้ส่งออกบุคลากรด้าน AI ของอาเซียน
เขาชี้ว่า ในอดีตประเทศที่มีท่าเรือสำคัญย่อมเป็นศูนย์กลางการค้า แต่ในอนาคตประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านดาต้าเซ็นเตอร์แข็งแกร่ง จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของโลก เพราะข้อมูลกำลังกลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าสูงที่สุด ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นเสมือนโรงงานแห่งยุค AI ซึ่งประเทศไทยมีข้อได้เปรียบทั้งด้านทำเล โครงข่ายโทรคมนาคม และศักยภาพด้านพลังงาน หากได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายที่เหมาะสม ก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็น Digital Gateway ของอาเซียน รองรับเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในอนาคต
พร้อมกันนี้ การเติบโตของ AI จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนไม่ได้ หากขาดพลังงานสะอาด ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ระบบกักเก็บพลังงาน และรูปแบบการบริหารจัดการพลังงานสมัยใหม่ เพราะนโยบายพลังงานจะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนด้าน AI และดาต้าเซ็นเตอร์จากทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจ AI ไม่ใช่เครื่องจักร ไม่ใช่ชิปประมวลผล หรือดาต้าเซ็นเตอร์ แต่คือ “ทรัพยากรมนุษย์” ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งผลิตนักพัฒนา AI วิศวกร AI นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล วิศวกรหุ่นยนต์ ที่ปรึกษาธุรกิจ AI และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้เพียงพอต่อความต้องการของภูมิภาค เพื่อเปลี่ยนบทบาทจากผู้นำเข้าเทคโนโลยีไปสู่ผู้ส่งออกบุคลากรด้าน AI ของอาเซียน
ดร.ชิตกล่าวปิดท้ายว่า วันนี้ประเทศไทยไม่ได้กำลังสร้างเพียงอุตสาหกรรมใหม่หรือเทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังร่วมกันสร้างเศรษฐกิจใหม่ ขีดความสามารถใหม่ และอนาคตใหม่ของประเทศ หากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาชน ร่วมมือกันอย่างจริงจัง ประเทศไทยมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง AI Economy ของเอเชียได้ในอนาคต
“คำถามไม่ใช่ว่า AI จะเปลี่ยนโลกหรือไม่ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนไปแล้ว แต่คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะเป็นผู้สร้างอนาคตนั้น หรือจะเป็นเพียงผู้ตาม” คือประโยคที่สะท้อนโจทย์สำคัญของประเทศในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเขียนกติกาใหม่ และเป็นโจทย์ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันหาคำตอบ ก่อนที่โอกาสครั้งประวัติศาสตร์จะผ่านพ้นไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2946662&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KgTthAvVbHFTv6dFS8qGx

