ต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส” คาดอีก 2เดือน ส่องโอกาสกระตุ้นเศรษฐกิจ “นักวิชาการ” ชี้คนหาเช้ากินค่ำวิกฤติรายได้ รัฐบาลควรหันทำโครงการกระตุ้นรายได้สร้างอาชีพระยะยาว ฐานโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ถูกสินค้าจีนถล่มหนัก
อาทิตย์ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำงบประมาณที่เหลือจากการลงทะเบียนไม่เต็มสิทธิ์ของโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จำนวนราว 4-5 หมื่นล้านบาท มาขยายระยะเวลาโครงการต่อในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ตุลาคม-ธันวาคม 2569 ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะภาระค่าน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ยืนยันรัฐบาลพร้อมทำเพื่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง
โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ที่ผ่านมามีเสียงเรียกร้องให้ทำโครงการต่อ ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง รศ. ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์ถึงการทำโครงการต่อเนื่องอีก 2 เดือนว่า ในแง่ช่วยประชาชนก็ถือว่าเหมาะสม เพราะตอนนี้ยังไม่มีอะไรที่มาช่วยประชาชน น้ำมันก็ขึ้น ความเดือดร้อนก็เยอะ แต่บรรเทาได้แค่ช่วง 2 เดือนนี้ เหมือนมียากินได้อีก 2 เดือน หลังจากนั้นก็เตรียมตัวตายได้เลย ในแง่ที่ไม่เหมาะสมคือ มันมองไม่เห็นอนาคตว่า หลังจาก 2 เดือนนี้แล้ว ประชาชนจะเดินต่ออย่างไรกับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
การต่ออายุโครงการไทยช่วยไทย พลัส ในลักษณะนี้เปรียบเหมือนการ “กำปั้นทุบดิน” และเป็นการกู้เงินมาแจกโดยไม่ได้วางระบบรองรับในระยะยาว เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 3 ประชาชนก็ต้องกลับสู่ภาวะ “ตัวใครตัวมัน” และเผชิญชะตากรรมตามลำพัง
ส่วนประเด็นเรื่องสัดส่วนวงเงินอุดหนุน เช่น 60:40 หรือ 50:50 นักวิชาการมองว่า ประชาชนพร้อมรับได้ทั้งหมดเพราะถือว่าเป็น “ของฟรี” แต่ในเชิงบริหาร ถือเป็นเพียงการ “ซื้อเวลาบริหารเศรษฐกิจระดับชาวบ้าน” ออกไปชั่วคราวเท่านั้น
ไทยช่วยไทย พลัส การขยายเวลา 2 เดือนนี้ควรจะเป็น “ก๊อกสุดท้าย” ของโครงการลักษณะแจกเงิน และรัฐบาลควรเลิกทำโครงการรูปแบบนี้ได้แล้ว
“มันสะท้อนถึงการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ไม่เหลืออะไรเลย คุณเอาเงินงบประมาณมาแจก ไปกู้มาแจก แต่ตราบใดที่คุณไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ไม่มีทางที่คุณจะแก้ปัญหาระบบได้ รัฐบาลก็ต้องกู้เงินมาแจกอยู่อย่างนี้ สุดท้ายคนไทยก็ยังเป็นหนี้เหมือนเดิม”
สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งทำแทนการแจกเงิน คือการนำงบประมาณไปลงทุนในโครงการที่สร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ครัวเรือนไทย
มายาตัวเลข “ส่งออกโต” แต่รากหญ้ายังไส้แห้ง
โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส เมื่อเจาะลึกถึงภาพรวมเศรษฐกิจที่มีการอ้างว่า การส่งออกกำลังขยายตัวได้ดี รศ.ดร.อัทธ์ กล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกเป็นเพียง “มายาทางเศรษฐกิจ” ที่ไม่ได้สะท้อนความจริงของคนส่วนใหญ่ในประเทศ
กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการส่งออก คือทุนรายใหญ่ ทุนข้ามชาติ และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และอุปกรณ์สื่อสาร
กลุ่มที่ถูกลืม สินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าชุมชน หรือสินค้าจาก SME ในท้องถิ่น กลับไม่ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตนี้
ปัญหาที่น่าห่วงคือ “การขาดดุลการค้า” ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งรัฐบาลควรแก้ปัญหาด้วยการ “ผลิตสินค้าทดแทนการนำเข้า” เพื่อดึงเงินกลับเข้าสู่ระบบและสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ไม่ใช่ปล่อยให้สินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจีน เข้ามาท่วมตลาดจน SME และชาวบ้านในต่างจังหวัดขายของไม่ได้
“นโยบายขายฝันอย่าง รถยนต์ EV หรือ Data Center ที่พูดๆ กันอยู่ ชาวบ้านไม่ได้อะไรด้วย ชาวบ้านก็ยังจนเหมือนเดิม SME ต่างจังหวัดกำลังจะตายเพราะสินค้าต่างประเทศเข้ามาทุ่มตลาด”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2959511&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_TIWyhUZw6zUcmDjEYDSO

