ขณะเดียวกันไทยต้องเร่งรัดการลงทุนและเปิดเสรีทางการค้าตามข้อตกลง FTA และ OECD โดยเฉพาะภาคบริการและการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ
ทั้งนี้มองว่าหัวใจสำคัญที่สุดของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือ“การลงทุน” ขณะที่การลงทุนระยะยาวของภาคเอกชนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความเชื่อมั่นเพราะเป็นเงินทุนที่ต้องอยู่กับประเทศเป็นเวลานาน หากประเทศไม่มีเสถียรภาพ เงินทุนเหล่านี้ก็สามารถเคลื่อนย้ายไปยังประเทศอื่นได้
ซึ่ง“เสถียรภาพ” เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นเงินทุนระยะยาว หากไม่มีความมั่นใจในความมั่นคงของประเทศ นักลงทุนก็จะเลือกไปลงทุนที่อื่น
“นักลงทุนไทยจำนวนมากเลือกไปลงทุนในเวียดนาม ไม่ใช่เพราะรักเวียดนามมากกว่าไทย แต่เป็นเพราะต้องการรักษาความปลอดภัยของเงินทุน และมองเห็นเสถียรภาพในประเทศดังกล่าวมากกว่า”
ในมุมของการบริหารเศรษฐกิจเชื่อว่าประเทศไทยมี“กัปตันเศรษฐกิจ”ในรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ดี ทั้งการมีทีมเศรษฐกิจที่ชัดเจนและพร้อมทำงาน เศรษฐกิจก็สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ และสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เป็นอย่างดี โดยเห็นได้จากประเทศไทยยังไม่ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ Rating แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะยังไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่ก็ตาม
โดยมองว่าสิ่งที่รัฐบาลทำได้ดีคือการกลับมาให้ความสำคัญกับ EEC อีกครั้ง ซึ่งมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูการลงทุนของประเทศ ซึ่ง EEC มีความสอดคล้องกับโมเดล “Corridor Economy” ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยเข้ากับต่างประเทศ จากการลดระดับความสำคัญของโครงการ Landbridge และหันมาเน้น EEC มากขึ้น ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสม
นอกจากนี้มองว่า ภายใต้โลกที่กำลังแบ่งขั้วเศรษฐกิจถือว่า “โอกาสทอง” ของประเทศไทยในการทำ FTA กับสหภาพยุโรป หรือ EU เพราะยุโรปเริ่มมีความคิดเห็นและผลประโยชน์ที่แตกต่างจากสหรัฐฯ ในบางประเด็น
การทำ FTA กับ EU ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการเปิดตลาดสินค้า แต่จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ผลักดันให้ประเทศไทยต้องปรับปรุงกฎระเบียบภายใน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการเปิดเสรีภาคบริการให้มีมาตรฐานระดับสากลมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยควรดำเนินการมานานแล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มต้นอย่างจริงจัง
โดยประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียได้มี FTA กับยุโรปไปก่อนแล้ว ดังนั้นไทยจึงควรเร่งเจรจา FTA กับ EU ควบคู่กับการเข้าร่วม OECD เพราะจะเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain ใหม่ จากการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบต่างๆ
ทั้งนี้ การตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงเป็นสิ่งที่ไทยพยายามดำเนินการมาตลอด 20 ปี แต่ที่ผ่านมาเป้าหมายดังกล่าวมักสะดุดจากปัญหาทางการเมืองและการขาดกัปตันเศรษฐกิจที่สามารถสร้างความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนนโยบายทั้งนี้ การมองหาอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์” ซึ่งมองว่าเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสูง และสามารถช่วยให้ประเทศไทยสร้างมูลค่าเพิ่มได้ด้วยตัวเอง
ในมุมของการลงทุนภาครัฐ มองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ภาคเอกชนจะเข้ามาลงทุนระยะยาวได้เมื่อมีความเชื่อมั่นต่อทิศทางประเทศ ดังนั้นการสร้างเสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบายจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการดึง Industrial Capital เข้ามา
สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนการลงทุน รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับโครงการรูปแบบ PPP หรือ Public-Private Partnership เพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพย์สินและโครงการของรัฐ โดยยกตัวอย่างโครงการมอเตอร์เวย์ที่เปิดพื้นที่ให้เอกชนเข้ามาดำเนินการ ซึ่งมองว่าเป็นแนวทางที่ดี
ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งโจทย์ที่ต้องให้ความสำคัญคือการจัดการปัญหาคอร์รัปชันให้มีความชัดเจน แม้จะยอมรับว่าอาจไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมดจากปัจจัยทางวัฒนธรรม แต่หากสามารถแก้ไขปัญหาได้บางส่วนก็จะส่งผลดีต่อประเทศอย่างมาก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1249409&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MYex4yCzjHCDHCDqNRg8u

