• Fri. Apr 24th, 2026

คอลัมน์การเมือง – หยุดมลพิษ รักษาชีวิตและเศรษฐกิจภาคเหนือ

คอลัมน์การเมือง-–-หยุดมลพิษ-รักษาชีวิตและเศรษฐกิจภาคเหนือคอลัมน์การเมือง – หยุดมลพิษ รักษาชีวิตและเศรษฐกิจภาคเหนือ

สถานการณ์ฝุ่นควันและมลพิษในจังหวัดภาคเหนือ ยังคงร้ายแรงในขั้นวิกฤต

ประชาชนเหมือนถูกรมควันพิษทั้งวันทั้งคืน

ช่วงสงกรานต์ก็ไม่เว้น

ทำลายทั้งชีวิตของคนในพื้นที่ ชีวิตและบั่นทอนนักท่องเที่ยว เศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศ

1. เมื่อวานนี้ จังหวัดเชียงใหม่ หลายพื้นที่ คุณภาพอากาศวิกฤต จุดความร้อนพุ่ง

เว็บไซต์ IQAir รายงานอันดับคุณภาพอากาศย่ำแย่ที่สุดในเชียงใหม่ อัปเดตเวลา 08.50 น. พบหลายพื้นที่คุณภาพอากาศเกินมาตรฐานเป็น “สีม่วง”

หนักสุดที่ อ.ฮอด วัดได้ 261 US AQI+ กระทบต่อสุขภาพ

2. รายงานจุดความร้อนจาก GISTDA พบจุดความร้อน ใน จ.เชียงใหม่ 133 จุด

มากสุดที่ อ.อมก๋อย 33 จุด อ.ฮอด 22 จุด อ.แม่แจ่ม 22 จุด

ส่วนใหญ่เกิดขึ้นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่เกษตร 312 จุด ตามลำดับ

3. ตำรวจในพื้นที่ ตำรวจภูธรภาค 5เดินหน้าบังคับใช้กฎหมายตามนโยบายรัฐบาล

มาตรการเผาเป็นจับ พื้นที่ภาคเหนือช่วง 16-17 เม.ย. จับกุมทั้งสิ้น จำนวน 262คดี (ในเขตป่า+อุทยาน 3 คดี, นอกเขตป่า,อุทยาน 248 คดี และจับกุมยานพาหนะปล่อยควันดำ 11 คดี)

3 จังหวัดที่ถูกขับกุมสูงสุด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ถูกจับกุมดำเนินคดีสูงสุด 86 คดี จังหวัดเชียงราย 40 คดี และจังหวัดน่าน 37 คดี

ขณะที่กระทรวงทรัพย์ กระทรวงมหาดไทย กรมฝนหลวง (กระทรวงเกษตรฯ)ระดมกำลังประสานดับไฟ ซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก พื้นที่กว้างขวาง อันตรายต่อชีวิต

4. ผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

รศ.นพ.อติคุณ ลิ้มสุคนธ์ อาจารย์ประจำหน่วยวิชาโรคระบบการหายใจ เวชบำบัดวิกฤตและภูมิแพ้ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. อธิบายว่า

“…ฝุ่น PM2.5 เป็นอนุภาคขนาดเล็กมาก สามารถแทรกซึมลึกเข้าสู่ถุงลมปอดและเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง ก่อให้เกิดการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ และเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้โรคปอดเดิมกำเริบอย่างรุนแรง

ล่าสุด พบเคสนักท่องเที่ยวหญิงชาวต่างชาติ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่งตัวมารักษาต่อที่เชียงใหม่ อายุ 19 ปี ไม่มีโรคประจำตัว และไม่สูบบุหรี่ หลังสัมผัสหมอกควันและฝุ่น PM2.5 เพียงระยะเวลาสั้นๆ ผู้ป่วยมีอาการไอ เหนื่อย และทรุดลงอย่างรวดเร็ว จนต้องเข้ารับการรักษาด้วยออกซิเจนแบบ High Flow พร้อมให้ยาปฏิชีวนะและสเตียรอยด์ภายหลังอาการดีขึ้นและสามารถกลับบ้านได้

เมื่อติดตามผลพบว่าเอกซเรย์ปอดกลับมาเป็นปกติ แต่ตรวจเลือดพบเม็ดเลือดขาวชนิด Eosinophils สูงขึ้น สอดคล้องกับภาวะ Acute Eosinophilic Pneumonia ซึ่งเป็นปอดอักเสบเฉียบพลันจากการตอบสนองต่อควันพิษหรือมลพิษในปริมาณมากภายในระยะเวลาสั้น”

รศ.นพ.อติคุณ ระบุว่า “เคสลักษณะนี้มักเกิดในคนที่ไม่ได้สูบบุหรี่ หรือไม่ได้สัมผัสควันเป็นประจำ และมีความเป็นไปได้สูงว่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับการสูดควันพิษในพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงที่สัมพันธ์กับการได้รับฝุ่น PM2.5 และควันไฟในปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ยังได้กลิ่นควันในอากาศชัดเจน ซึ่งสะท้อนระดับมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายโดยตรง”

กรณีตัวอย่างที่พบ เป็นผู้ป่วยที่มีภาวะโปรตีนสะสมผิดปกติในปอด ต้องเข้ารับการล้างปอดเป็นประจำปีละ 1-2 ครั้ง ต่อเนื่องมากกว่า 5-6 ปี โดยก่อนหน้านี้สามารถควบคุมอาการได้ดีอย่างไรก็ตาม ในช่วงที่มลพิษทางอากาศสูง ผู้ป่วยกลับมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่เพิ่งล้างปอดไปไม่ถึง 2 เดือน จนเกิดภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และผลการล้างปอดพบว่าน้ำมีลักษณะ “แดงปนเลือด” จากเดิมที่เป็นสีขาวขุ่น สะท้อนถึงการอักเสบและความเสียหายของเนื้อปอดในระดับรุนแรง

เน้นย้ำว่า ประชาชน “โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคปอด หอบหืด ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศที่มีมลพิษสูง ลดกิจกรรมกลางแจ้ง และสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น เช่น N95 รวมถึงติดตามค่าคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด

หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอมาก แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรืออาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะปอดอักเสบรุนแรงหรือหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้” – งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

5. มลพิษบั่นทอนทำลายเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

เพจ เชียงใหม่เมืองปราบเซียน ว่าด้วย “บันทึกการต่อสู้กับ PM 2.5 ของคนทำธุรกิจท่องเที่ยวในเมืองเชียงใหม่” สะท้อนประเด็นน่าสนใจมาก ระบุว่า

“…สำหรับพวกเราที่ทำมาหากินกับความสวยงามของเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของโฮสเทลเล็กๆ ในคูเมือง เจ้าของคาเฟ่เก๋ๆ ในนิมมานฯ หรือคนทำทัวร์เดินป่า เดือนมกราคมถึงเมษายนเคยหมายถึงฤดูกาลแห่งการกอบโกยรายได้ แต่ในวันนี้ เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเห็นเพียงม่านหมอกสีเทาที่บดบังดอยสุเทพจนมิด…

เรารู้ดีว่านั่นไม่ใช่แค่ทิวทัศน์หายไป

แต่มันคือสัญญาณเตือนของวิกฤตที่กำลังกัดกินลมหายใจของธุรกิจเรา

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่นี่คือภัยคุกคามเชิงโครงสร้างที่กำลังวัดใจคนทำท่องเที่ยวอย่างพวกเราว่า จะอยู่รอดได้อย่างไรในเมืองที่เคยเป็นสวรรค์ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นพื้นที่สีแดง….

ฝุ่นพิษกลายเป็นอุปสรรคที่สูงกว่าคู่แข่ง – เชื่อไหมครับว่า ในวันนี้ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของพวกเราไม่ใช่คู่แข่งที่คอยตัดราคา หรือต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นเท่านั้น แต่คือฝุ่น PM 2.5

จากข้อมูลวิจัยพบว่าผู้ประกอบการกว่า 56.9% ยกให้ฝุ่นเป็นอุปสรรคอันดับหนึ่งในการทำธุรกิจ มันสร้างสภาวะที่เรียกว่า “Business Stress” หรือความเครียดทางธุรกิจที่สูงถึง 90% เราไม่ได้เครียดแค่เรื่องยอดขาย แต่เราเครียดเพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้อากาศจะเป็นอย่างไร และแขกที่จองไว้จะกดยกเลิกไหม 52% ของพวกเราต้องเผชิญกับความผันผวนนี้จนแทบจะกลายเป็นโรคซึมเศร้าตามฤดูกาลไปแล้ว….

ความสูญเสียทางบัญชี – ในช่วง 1-3 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขในบัญชีของพวกเราฟ้องความจริงที่เจ็บปวดมากขึ้น รายได้ที่หายไป ธุรกิจส่วนใหญ่รายได้หดตัว 10-25%

แต่ที่น่าเศร้าที่สุดคือกลุ่มโรงแรมและที่พัก ซึ่งเป็นด่านหน้าของการท่องเที่ยว 73% ของเพื่อนร่วมอาชีพตอบแบบสอบถามว่ารายได้หายไปเกือบครึ่ง (26-50%) ในฤดูฝุ่น…

ภาวะสมองไหล – เราไม่ได้เสียแค่ลูกค้า แต่เรากำลังเสียคนทำงาน แรงงานเก่งๆ ที่เราปั้นมากับมือเริ่มหันหลังให้เชียงใหม่ ย้ายไปทำงานในจังหวัดที่เขาสามารถหายใจได้เต็มปอดมากกว่า นี่คือการสูญเสียต้นทุนมนุษย์ที่ประเมินค่าไม่ได้

“เรากำลังพยายามขายความผ่อนคลาย ในขณะที่แขกต้องใส่หน้ากากเดินในล็อบบี้ มันคือความย้อนแย้งที่ทำลายความเชื่อมั่นของแบรนด์เมืองสุขภาพ (Wellness Hub) ลงอย่างย่อยยับ”….

การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในราคาที่ต้องจ่าย – ในฐานะคนทำธุรกิจ เราจะนั่งรอความช่วยเหลืออย่างเดียวไม่ได้ หลายคนเริ่มปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

สร้างโอเอซิสในร่ม – 16% ของพวกเราเริ่มชูจุดขายเรื่อง “พื้นที่ปลอดฝุ่น” ลงทุนติดตั้งเครื่องฟอกอากาศและระบบกรองอากาศประสิทธิภาพสูง (Air Filtration Systems)

ราคาของลมหายใจ – เราต้องควักกระเป๋าเพิ่มขึ้นปีละ 10,001 – 50,000 บาท (และอาจพุ่งไปถึงแสนบาทสำหรับเจ้าใหญ่) เพื่อซื้อ “อากาศสะอาด” มาบริการลูกค้า นี่คือต้นทุนแฝงที่ไม่มีใครอยากจ่าย แต่ต้องจ่ายเพื่อรักษาฐานลูกค้ากลุ่มพรีเมียมเอาไว้

Sandbox สู่มาตรฐานใหม่ – งานวิจัยนี้เสนอให้มีการศึกษา “Chiang Mai WellnessSandbox” ที่ภาครัฐและเอกชนต้องช่วยกันจับมือทำอย่างจริงจัง

Clean Air Business Standard – เราต้องสร้างมาตรฐานอากาศสะอาดภายในอาคารให้กลายเป็น “เงื่อนไขขั้นต่ำ” ของโรงแรมและร้านอาหารทั่วเชียงใหม่

Green Tax Incentive – รัฐต้องสนับสนุนเราผ่านมาตรการลดภาษี สำหรับใครที่ลงทุนเรื่องระบบอากาศสะอาด หรือลดการสร้างมลพิษ ใช้มาตรฐานนี้ควบคู่กับมาตรการภาษีสีเขียว (Green Tax Incentive) เพื่อให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ธุรกิจที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อมหรือการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์

Taskforce ที่ทำงานจริง – การควบคุมการเผาและบังคับใช้กฎหมายต้องเข้มงวดกว่านี้ เพื่อให้คำว่า “Wellness City” ของเราไม่เป็นเพียงแค่คำโฆษณาสวยๆ

บทสรุปจากใจคนสู้ชีวิตในวงการท่องเที่ยว – การจัดการ PM 2.5 สำหรับพวกเราคนทำธุรกิจท่องเที่ยว ไม่ใช่แค่เรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อโลกสวย แต่มันคือการรักษาปากท้องและอนาคตของเชียงใหม่ด้วย

ถ้าเราคืนอากาศบริสุทธิ์ให้เมืองนี้ไม่ได้ ความพยายามที่จะเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับโลกก็เป็นเพียงแค่ความฝันที่ถูกบดบังด้วยหมอกควันไฟ

ถึงเวลาที่เราต้องลุกขึ้นมาร่วมมือกัน เพื่อให้เชียงใหม่ยังคงเป็นบ้านที่น่าอยู่ และเป็นจุดหมายที่ผู้คนจากทั่วโลกอยากกลับมาหายใจอีกครั้ง…”

ข้อมูลและข้อคิดเห็นข้างต้น เป็นข้อเสนอแนะที่จริงใจ จริงจัง จากผู้ได้รับผลกระทบจริง และเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศด้วย

6. ความเอาจริง

ความจริง ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติฯ กำหนดแนวทางการแก้ปัญหาไว้ชัดเจน โดยมีแผนย่อยรองรับ มีรายละเอียดว่าใครต้องทำอะไร ขาดเพียงเจตจำนงแน่วแน่ ที่จะแก้ปัญหาแบบจริงจัง อย่างชนิดว่า ยอมรับว่ามันมีราคาที่ต้องจ่ายในการแก้ปัญหานี้

เมื่อ 22 ก.ค. 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 – 2570 และระยะ 5 ปีต่อไป (แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง ฉบับที่ 2)

2. มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำโครงการ/กิจกรรมเพื่อดำเนินการตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง ฉบับที่ 2

รายละเอียดมีครบถ้วน

รอแค่รัฐบาลชุดใหม่เข้าไปขับเคลื่อน เดินหน้าเต็มที่ ด้วยความตระหนักว่า ปัญหานี้สร้างผลกระทบรุนแรง ทั้งต่อชีวิตคน และเศรษฐกิจของชาติ

จึงคุ้มค่าที่จะยอมจ่ายราคาต้นทุนของการการดำเนินการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง

สารส้ม

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66134&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3622ztVaoNSTur2fGGLY3A