• Wed. Aug 12th, 2026

กะเทาะเปลือก ‘เศรษฐกิจไทย’ ต้องแกร่งจากรากหญ้า ท้าทายโลกผันผวน

กะเทาะเปลือก-‘เศรษฐกิจไทย’-ต้องแกร่งจากรากหญ้า-ท้าทายโลกผันผวนกะเทาะเปลือก ‘เศรษฐกิจไทย’ ต้องแกร่งจากรากหญ้า ท้าทายโลกผันผวน

ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสงครามที่ยืดเยื้อ ราคาพลังงานที่ผันผวน และการเผชิญหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์ หลายคนอาจมองเห็นแต่ความเสี่ยง แต่กลับมองว่านี่คือ “สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง” ครั้งใหญ่ที่พัดพาโอกาสสำคัญมาสู่ประเทศไทยและอาเซียน หากเราสามารถปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกันจากฐานรากได้อย่างแท้จริง

โลกป่วนคือโอกาส เมื่อไทยกลายเป็น “เซฟโซน” ของนักลงทุน 

ในมุมมองของ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงาน C asean Forum 2026 (CaF 2026) ว่า ความผันผวนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งในยุโรปและตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันแกว่งตัวอย่างไร้ทิศทาง แต่ในวิกฤตินี้กลับมี “ความโชคดีในความโชคร้าย” เพราะนักลงทุนทั่วโลกเริ่มมองหาฐานที่มั่นใหม่ที่ปลอดภัยกว่าเดิม

“ตอนนี้ทุกคนอยากอยู่ในเอเชีย แต่คำถามคือที่ไหน?” ดร.กอบศักดิ์ชี้ให้เห็นว่า ขณะที่รัสเซียถูกแบน จีนและอินเดียเริ่มเข้าถึงยากและมีความซับซ้อนสูง ประเทศไทยรวมถึงเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย จึงกลายเป็นคำตอบที่นักลงทุนโหยหา ปัจจุบันเราเริ่มเห็นการหลั่งไหลของเม็ดเงินในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Centers) และบริการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจไทยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 30 ปี นับตั้งแต่ยุคโชติช่วงชัชวาลในอดีต

กะเทาะเปลือก 'เศรษฐกิจไทย' ต้องแกร่งจากรากหญ้า ท้าทายโลกผันผวน

บทเรียน 30 ปี ทำไม “เงินสงเคราะห์” ถึงไม่ใช่คำตอบของความยั่งยืน 

แม้ตัวเลขการลงทุนจะดูหรูหรา แต่ ดร.กอบศักดิ์ ซึ่งนิยามตัวเองว่ามี “หัวใจเป็น NGO” กลับย้อนถามถึงความเข้มแข็งของคนในประเทศ ท่านยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ไทยยึดติดกับทฤษฎีการพัฒนาจากบนลงล่าง (Top-down) ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน

ในอดีต หมู่บ้านในชนบทเคยพึ่งพาตัวเองได้ แต่การพัฒนาที่ผิดทิศทางทำให้ชุมชนสูญเสียทั้งที่ดิน ผืนป่า แหล่งน้ำ และแม้กระทั่งหน้าดิน จนกลายเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยหนี้สิน ดร.กอบศักดิ์เน้นย้ำว่า การที่รัฐบาลหยิบยื่นเพียง “เงิน” เพื่อให้คนอยู่รอดไปวันๆ (Survival) ไม่ได้ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน (Resilience) ให้กับสังคมอย่างแท้จริง

Paradigm Shift สร้างพลัง “คุณทำได้”

จากภายในสู่สากล หัวใจสำคัญของความยั่งยืนในยุคใหม่ คือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (New Paradigm) จากการรอรับความช่วยเหลือ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ชุมชนว่า “เขาสามารถทำได้” โดยการดึงศักยภาพและทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาสร้างความแข็งแกร่ง ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณบวกจากการที่คนรุ่นใหม่ตัดสินใจลาออกจากเมืองใหญ่กลับไปพัฒนาบ้านเกิด นำเทคโนโลยีและทักษะสมัยใหม่ไปผสมผสานกับภูมิปัญญาเดิม

นอกจากนี้ ในระดับมหภาค ความยั่งยืนต้องมาพร้อมกับ “มาตรฐานสีเขียว” (Green Standard) ดร.กอบศักดิ์มองว่าธุรกิจไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเร่งปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล เพื่อรักษาที่ยืนในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้น

อาเซียนต้องจับมือกัน พึ่งพาตัวเองเพื่อรอดพ้นพายุโลก สุดท้ายนี้ ทางรอดของไทยและภูมิภาคคือการเชื่อมโยงกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาขั้วอำนาจใหญ่ที่เริ่มไว้วางใจไม่ได้ การสร้างเครือข่ายความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานภายในอาเซียน จะเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ทำให้เราสามารถยืนหยัดอยู่ได้ไม่ว่าโลกภายนอกจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

“สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงพัดมาแล้ว อยู่ที่ว่าเราจะสร้างกำแพงกั้น หรือจะสร้างกังหันลมเพื่อเปลี่ยนมันเป็นพลังงานในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน”

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1246770&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw310lixy-hKrN2KPLnev82-