(24 พ.ค. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นดราม่า “กะหล่ำปลี” บนโลกโซเชียลมีเดียของจังหวัดเพชรบูรณ์ยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง หลังมีการส่งต่อคลิปวิดีโอที่กล่าวอ้างเรื่องสารพิษตกค้างในกะหล่ำปลี จนสร้างความตื่นตระหนกและวิตกกังวลให้กับผู้บริโภคในวงกว้าง ล่าสุดเอฟเฟกต์ดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบเชิงพาณิชย์โดยตรงต่อเกษตรกรผู้ปลูกกะหล่ำปลีบนภูทับเบิก อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์
ผลจากการที่ผู้บริโภคชะลอการรับซื้ออย่างกะทันหัน ส่งผลให้กลไกตลาดหยุดชะงักและราคารับซื้อหน้าสวนดิ่งลงเหว เหลือเพียงกิโลกรัมละ 1 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการเพาะปลูกหลายเท่าตัว จนเกษตรกรบางรายถึงขั้นตัดสินใจขนผลผลิตไปเททิ้งริมถนน เนื่องจากไม่คุ้มทุนค่าขนส่งและค่าแรงในการเก็บเกี่ยว
หนึ่งในเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบสะท้อนเสียงด้วยความสิ้นหวังว่าท”ผลกระทบมันเกิดขึ้นจริงแล้วครับ ตอนนี้ราคาตกต่ำมาก ขายไม่ออกเลย กะหล่ำปลีคืออาชีพ คืออนาคตของครอบครัว และคือความหวังเดียวของพวกเราที่ลงแรงไปโดยหวังว่าตอนเก็บขายจะได้กำไรมาจุนเจือบ้าน”
พร้อมกันนี้ กลุ่มเกษตรกรได้เรียกร้องให้สังคมออนไลน์และผู้บริโภคหยุดแชร์ข้อมูลที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน และอยากให้รับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน เพราะข่าวปลอมในโลกไซเบอร์ได้ลุกลามกลายเป็นวิกฤตปากท้องที่ทำลายชีวิตของชาวไร่ในความเป็นจริงแล้ว
ตามหลักวิชาการเกษตร การจะชี้วัดว่าพืชผลทางการเกษตรมีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานจนเป็นอันตรายหรือไม่ จำเป็นต้องใช้วิธีการเก็บตัวอย่างเข้าตรวจสกัดในห้องปฏิบัติการ (Lab) ที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อยืนยันผลลัพธ์ที่เป็นวิทยาศาสตร์และมีความแม่นยำสูงสุด ไม่สามารถใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลหรือการทดสอบอย่างง่ายมาตัดสินได้
ในแง่ของมาตรการเร่งด่วน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควรต้องรีบส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สุ่มตรวจสารตกค้างอย่างโปร่งใส เพื่อออกใบรับรองความปลอดภัยและแถลงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะโดยเร็วที่สุด เพื่อกู้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้กลับคืนมา ควบคู่ไปกับการเยียวยาและพยุงราคากะหล่ำปลีเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ก่อนที่จะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจไปมากกว่านี้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NFPrplQco&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AW4qAUjr9uHHKXyMY_lu7

