ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินอุทกภัยจากฝนตกหนักช่วง 25–27 กันยายน 2569 กระทบกิจกรรมเศรษฐกิจเบื้องต้นราว 3–7 วัน คิดเป็นมูลค่า 7,000–17,000 ล้านบาท หรือ 0.03–0.11% ของ GDP แรงกระแทกหลักอยู่ที่ค้าปลีก ร้านอาหาร บริการ การเดินทาง และ SMEs ขณะที่ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้น หากน้ำท่วมลากยาวหรือกระทบโรงงาน ระบบขนส่ง และห่วงโซ่อุปทาน
กสิกรไทยตีกรอบผลกระทบ 3–7 วัน เสียหาย 7,000–17,000 ล้านบาท
จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องระหว่างวันที่ 25–27 กันยายน 2569 จนเกิดอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงหลายจังหวัดทั่วประเทศ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะแรกจะเกิดจากการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นการชั่วคราว หรือ Temporary Disruption โดยมีกรอบเวลาประมาณ 3–7 วัน
เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว ทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนมีเวลาเตรียมรับมือจำกัด ขณะที่อุปสรรคด้านการเดินทางทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนต้องหยุดหรือชะลอลง โดยเฉพาะในช่วงสุดสัปดาห์
ก่อนที่ภาครัฐจะประกาศวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ และภาคเอกชนบางส่วนปรับรูปแบบการทำงานเป็น Work From Home
ภายใต้สมมติฐานสถานการณ์น้ำท่วมในกรอบเวลาประมาณ 3–7 วัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบสุทธิต่อเศรษฐกิจเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 7,000–17,000 ล้านบาท หรือราว 0.03–0.11% ของ GDP
ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะแรก โดยส่วนใหญ่เป็นลักษณะของการสูญเสียกิจกรรมทางเศรษฐกิจชั่วคราว มากกว่าความเสียหายต่อฐานการผลิตโดยตรง ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนสูง และจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่สถานการณ์คลี่คลาย
ค้าปลีก-ร้านอาหาร-บริการ-SMEs รับแรงกระแทกหลัก
กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ ภาคค้าปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ การเดินทาง และ SMEs โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการเดินทางของผู้บริโภค หรือจำเป็นต้องให้บริการ ณ สถานที่จริง
นอกจากนี้ แรงงานรายวันยังเป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากข้อจำกัดในการเดินทางอาจทำให้ไม่สามารถเดินทางไปทำงานหรือประกอบอาชีพได้ ส่งผลให้สูญเสียรายได้ในช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบบางส่วนอาจได้รับการชดเชยในระยะต่อมา เนื่องจากการใช้จ่ายบางประเภทไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่เป็นเพียงการเลื่อนเวลาออกไป เช่น การรับประทานอาหาร การซื้อสินค้า หรือการใช้บริการบางประเภท
ขณะเดียวกัน สินค้าจำเป็น เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภค อาจมีการเร่งซื้อในช่วงก่อนหรือระหว่างเกิดเหตุ ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบบางส่วนได้
ท่องเที่ยวรับผลกระทบจำกัด เหตุเกิดช่วงโลว์ซีซัน
สำหรับภาคท่องเที่ยว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ผลกระทบในเบื้องต้นยังมีข้อจำกัด เนื่องจากเดือนกันยายนไม่ใช่ช่วงที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหลัก ดังนั้น ผลกระทบต่อภาคท่องเที่ยวโดยรวมอาจไม่รุนแรงเท่ากับกรณีที่เกิดเหตุในช่วงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในระดับสูง
น้ำลดแล้วไม่จบ บ้าน-รถ-เครื่องจักรจ่อรับภาระฟื้นฟู
อย่างไรก็ดี ผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่ได้สิ้นสุดลงทันทีหลังระดับน้ำลดลง เนื่องจากครัวเรือนและภาคธุรกิจยังต้องทยอยรับรู้ความเสียหายต่อทรัพย์สิน ทั้งที่อยู่อาศัย รถยนต์ เครื่องจักร และอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟู
ภาระดังกล่าวอาจทำให้ครัวเรือนและธุรกิจต้องระมัดระวังการใช้จ่ายด้านอื่นมากขึ้น ซึ่งผลกระทบจะแตกต่างกันตามฐานะทางการเงินและความสามารถในการรับมือของแต่ละราย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีภาระหนี้สูง มีเงินออมจำกัด หรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ จะมีความสามารถในการรองรับความเสียหายและฟื้นตัวต่ำกว่ากลุ่มที่มีฐานะทางการเงินแข็งแรงกว่า
เตือนความเสี่ยงเพิ่ม หากน้ำท่วมลามโรงงาน-ขนส่ง-ห่วงโซ่อุปทาน
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์น้ำท่วมยืดเยื้อ หรือขยายวงไปกระทบ โรงงาน นิคมอุตสาหกรรม ระบบขนส่ง หรือห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะจะเปลี่ยนจากการหยุดชะงักชั่วคราวไปสู่ผลกระทบต่อกระบวนการผลิตและการส่งมอบสินค้า
ดังนั้น ระยะเวลาของสถานการณ์และขอบเขตพื้นที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ภัยพิบัติถี่ขึ้น โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยต้องเร่งสร้าง Resilience
ในระยะข้างหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ความเสี่ยงจากภัยพิบัติและสภาพอากาศสุดขั้วที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้น จะกลายเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ทั้งต่อวิถีชีวิต การดำเนินธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และภาระทางการคลัง
การเพิ่มความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว หรือ Resilience จึงจำเป็นต้องดำเนินการหลายด้าน ตั้งแต่ระบบบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน ระบบเตือนภัย การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ไปจนถึงกลไกประกันภัยและเครื่องมือทางการเงินเพื่อกระจายความเสี่ยง
เป้าหมายสำคัญคือ การลดการกระจุกตัวของภาระความเสียหายไม่ให้ตกอยู่กับครัวเรือน ภาคธุรกิจ หรือภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่ในระยะสั้นต้องติดตามว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลายได้ตามกรอบเวลาที่ประเมินไว้หรือไม่ เพราะหากยืดเยื้อ ความเสียหายทางเศรษฐกิจย่อมมีโอกาสเพิ่มขึ้นจากกรอบประมาณการเบื้องต้นรวมถึงหลายจังหวัดทั่วประเทศ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/670124&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1q41lxAJ4TmjGi019oKNgO

