• Wed. Oct 28th, 2026

เมื่อซีรีส์ BL/GL ไทย กลายเป็น ‘เศรษฐกิจแฟนด้อม’ ระดับโลก แล้วไทยจะรั้งบัลลังก์ผู้นำไว้อย่างไร ในวันที่คู่แข่งเข้ามาท้าชิงไม่หยุด

เมื่อซีรีส์-bl/gl-ไทย-กลายเป็น-‘เศรษฐกิจแฟนด้อม’-ระดับโลก-แล้วไทยจะรั้งบัลลังก์ผู้นำไว้อย่างไร-ในวันที่คู่แข่งเข้ามาท้าชิงไม่หยุดเมื่อซีรีส์ BL/GL ไทย กลายเป็น ‘เศรษฐกิจแฟนด้อม’ ระดับโลก แล้วไทยจะรั้งบัลลังก์ผู้นำไว้อย่างไร ในวันที่คู่แข่งเข้ามาท้าชิงไม่หยุด

คำถาม คือ ไทยจะยังคงรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ของโลกไว้ได้อย่างไร ทว่าท่ามกลางสมรภูมิความบันเทิงระดับโลกที่เริ่มดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ จากคู่แข่งอย่างไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

ประเด็นนี้ถูกหยิบยกมาพูดถึงอย่างน่าสนใจ บนเวที The Global Hub for Content & The Fandom Economy – เจาะโอกาสของซีรีส์ คอนเทนต์ และเศรษฐกิจแฟนด้อม BL&GL ไทยสู่ตลาดโลก จากงาน NATION FORUM 2027: THAILAND’S AGENDA

เพิ่มมิติเนื้อหา – ชูอัตลักษณ์ไทย ขยายฐานผู้ชม

‘ยงยุทธ ทองกองทุน’ ผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้าง และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายเนื้อหา Netflix Thailand สะท้อนมุมมองว่า ซีรีส์ BL และ GL ของไทยมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่โดดเด่นและแตกต่างจากประเทศอื่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ส่งให้ไทยขึ้นแท่นเป็นผู้นำ โดยสิ่งที่ต้องรักษาไว้คือ ความเป็น ‘ตัวตน’ และ ‘วัฒนธรรมไทย’

ทว่าการจะพากระแสนี้ไปให้กว้างและไกลกว่าเดิม จำเป็นต้องเพิ่มความซับซ้อนให้เนื้อหา เติมมิติทางจิตวิทยา และนำเสน่ห์ของวัฒนธรรม เช่น ความเชื่อหรือสิ่งลี้ลับ มาหลอมรวมกับตัวละครอย่างมีชั้นเชิง ที่นอกจากจะตอกย้ำเอกลักษณ์ไทยแล้ว ยังช่วยเพิ่มมิติให้เรื่องราวมีความสากลและน่าสนใจยิ่งขึ้น

ส่วนเรื่องโปรดักชันของไทยไม่ได้ด้อยกว่าใคร แต่สิ่งที่ต้องทำต่อคือ Fandom Marketing โดยศึกษาพฤติกรรมแฟนคลับต่างชาติเพื่อหาวิธีการสื่อสารที่เหมาะสมและตรงกลุ่มเป้าหมาย

ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ดันไทยสู่ Global Hub

ด้าน ‘ยชญ กรณ์หิรัญ’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท Star Hunter Entertainment ผู้บุกเบิกซีรีส์ BL อย่าง Love Sick เมื่อ 10 ปีก่อน บอกว่า การเป็นผู้นำในตลาด BL และ GL ไม่ได้วัดกันที่ปริมาณการผลิต แต่วัดกันที่ ‘คุณภาพ’ ‘การบริหารจัดการ IP’ และ ‘พันธมิตรที่แข็งแกร่ง’ ในการผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่ระดับโลกอย่างมีทิศทาง

นอกจากนี้ ปัจจุบันไทยขึ้นแท่นเป็นศูนย์กลางการผลิตซีรีส์ Y ที่ใหญ่ที่สุด และส่งออกคอนเทนต์ไปทั่วโลก แต่โจทย์ใหญ่ คือ ภาคเอกชนและภาครัฐต้องจับมือกันอย่างจริงจัง เพื่อปักหมุดให้ไทยเป็น ‘Global Hub’ อย่างแท้จริง เหมือนที่เกาหลีใต้เคยสำเร็จในการส่งออก K-Pop

ที่สำคัญปรากฏการณ์ ‘คู่จิ้น’ ได้ปลุกกระแส Fandom Economy ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งงานแฟนมีตติ้งข้ามประเทศ สินค้า Official และพลังแฟนคลับต่างชาติที่พร้อมบินมาท่องเที่ยวตามรอยตั้งแต่เชียงใหม่ ภูเก็ต ไปจนถึงขอนแก่น ซึ่งเป็นการสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศได้อย่างยั่งยืน

ก้าวข้ามเรตติ้งชั่วคราว สู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

ขณะที่เหล่านักแสดง BL และ GL เห็นตรงกันว่า ความสำเร็จและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้วัดกันที่เรตติ้งชั่วข้ามคืน แต่วัดกันในเรื่องการสร้างความสัมพันธ์และความเชื่อมั่นให้กับผู้ชม

โดย ‘วรางค์ศิริ ธนจรัสวรภัทร์’ นักแสดง GL จากซีรีส์ ‘ข่มขลัง’ กล่าวว่า แฟนคลับไม่ได้ติดตามเราแค่ช่วงเวลาที่ผลงานออกอากาศ แต่พวกเขาคือเพื่อนเดินทางที่พร้อมเติบโตไปด้วยกัน ดังนั้น ตัวนักแสดงเอง จึงต้องวินัยสูง ไม่หยุดพัฒนาฝีมือ และรับผิดชอบต่อทุกงานที่ทำ เพราะกระแสความนิยมอาจเกิดและดับไปในระยะสั้น แต่ความรักผูกพันของแฟนคลับต่างหาก คือรากฐานที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้เติบโต

สอดคล้องกับความเห็นของ ‘สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์’ อีกหนึ่งนักแสดงจากซีรีส์ ‘ข่มขลัง’ ที่มองว่า ความรักและความสัมพันธ์ระหว่างแฟนคลับกับนักแสดง เป็นรากฐานสำคัญ และหากอยากให้อุตสาหกรรมนี้ยั่งยืนไปอีก 5 ถึง 20 ปี นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้ว คอนเทนต์ต้องมีคุณภาพก่อน ทั้งบทละคร การพัฒนาบุคลากร และกระบวนการผลิต

ขณะที่ ‘บุญยเกียรติ วงค์ษาแจ่ม’ และ ‘ทัตพงศ์ โรจน์แสงเรือง’ สองนักแสดง BL จากซีรีส์ ‘อย่าขอพี่เจน’ แสดงมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า ประเทศไทยเปิดกว้างมาไกลมากจนเป็นอันดับหนึ่ง หากจะรักษาตำแหน่งต่อไป ต้องเน้นเรื่องคุณภาพงาน วางรากฐานเรื่องการสร้างกำไร รักษาสมดุลและมาตรฐานการแสดง และสร้างรากฐานแฟนคลับให้ผูกพันอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวนานๆ

ด้าน ‘พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร’ นักแสดงและ Travel Content Creator เล่าถึงกลยุทธ์ที่ศิลปินไทยทำได้ดีกว่าชาติอื่น เพราะมีจุดเด่นในเรื่องความเป็นกันเอง เข้าถึงง่าย ไม่ได้ขายเพียงผลงาน แต่ขายตัวตนและไลฟ์สไตล์ด้วย แฟนคลับจึงไม่ได้รักแค่เฉพาะผลงาน แต่รักที่ตัวตนทำให้พร้อมสนับสนุนในผลงานต่อๆ ไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย พีรวิชญ์ ได้ทิ้งทายด้วยความจริงอันสะเทือนอารมณ์ของคนทำงานเบื้องหน้าและเบื้องหลังว่า

“ถ้าพูดกันตามตรงในฐานะคนทำสื่อทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง วันๆ หนึ่งเราทำงานกัน 16 ชั่วโมงในกองถ่าย แค่ดิ้นรนหาเงินทุนมาทำซีรีส์ และประคองให้ได้ทุนคืนก็เหนื่อยล้าเต็มทีแล้ว เพราะแต่ละปีมีซีรีส์ผลิตออกมาร่วมร้อยเรื่อง แต่รอดและประสบความสำเร็จจริงๆ น้อยมาก ลำพังคนทำสื่อกลุ่มเล็กๆ คงไม่สามารถแบกความหวังระดับประเทศไว้ได้เพียงลำพัง

“สิ่งที่ต้องการ คือการจับมือกันจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐและเอกชนเข้ามาร่วมหนุนเสริมตั้งแต่ต้นน้ำ ช่วยเหลือเรื่องแหล่งทุน และแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อให้คนทำงานที่มีคุณภาพอีกนับร้อยเรื่อง มีโอกาสได้เติบโตและอยู่รอดไปพร้อมกัน”

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/strategic-move/116647&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v6femizbtLVrclGJfEcps